กระดานข่าว   นก  และ สิ่งแวดล้อม   ในประเทศไทย                             จัดทำโดย          

สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย
43 ซอยโชคชัยร่วมมิตร แยก29
ถ.วิภาวดี-รังสิต แขวงสามเสนนอก
เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10320
Tel: 02-6914816 ,  02 - 6915976 
, 087 - 162 - 7935  Fax: 02-6914493

e - mail  bcst@bcst.or.th

เรียนท่านสมาชิกสมาคมอนุรักษ์นกฯ และ ท่านผู้สนใจทุกท่าน 
ด้วยสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ได้เล็งเห็นความสำคัญของพื้นที่และความหลาก หลายชนิดของนกในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งสามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ ของผืนป่า และความเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้เป็นอย่างดี ประกอบกับ ช่วงเวลาดังกล่าวยังเป็นช่วงที่ดีในการสำรวจประชากรนก เนื่องจากนกอพยพ กำลังเตรียมตัวย้ายถิ่นกลับ ขณะเดียวกันนกประจำถิ่น ก็เริ่มต้นจับคู่ ผสมพันธุ์ สมาคมฯ จึงได้จัดทำโครงการสำรวจประชากรนกอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานขึ้น เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับนก ไว้เป็นฐานข้อมูล สำหรับการอนุรักษ์นกและพื้นที่อาศัย  โดยความร่วมมือจากนักดูนกและผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นอาสาสมัคร ในการเก็บข้อมูลให้ครอบคลุม ทั่วพื้นที่อุทยาน ในระหว่างวันที่ 15-16 มีนาคม 2551


ในครั้งนี้ ผาด่างแคมป์และบ้านส่องนกได้สนับสนุน สถานที่ในการจัดกิจกรรมและที่พัก โดยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเข้าพักได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม โปรดติดต่อลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อทางสมาคมอนุรักษ์นกฯจะได้จัดเตรียมเอกสาร แบ่งเส้นทางและจัดเตรียมอาหาร (มื้อเย็นวันเสาร์ เช้าและกลางวัน วันอาทิตย์) ให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม  สามารถตรวจสอบที่พัก (บ้านพักและสถานที่กลางเต้นท์) ได้ที่สมาคมอนุรักษ์นกฯค่ะ
กำหนดการ
วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม 2551
เข้าพักได้ทั้งผาด่างแคมป์และบ้านส่องนก
วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม 2551
14.00   เปิดลงทะเบียนเข้าพัก สำหรับผู้ที่เดินทางมาในวันนี้ ที่ผาด่างแคมป์
17.30   รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน
18.30   กล่าวต้อนรับอาสาสมัครและแนะนำที่มาของโครงการ
         โดย คุณกวิน ชุติมา นายกสมาคมอนุรักษ์นก
18.45   กล่าวต้อนรับโดยคุณอภิชา อยู่สมบูรณ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
19.00   ย้อนเวลาแก่งกระจาน
         โดย คุณสันทนา ปลื้มชูศักดิ์ ที่ปรึกษาสมาคมอนุรักษ์นกฯ
         และอาจารย์บุญรอด เขียวอยู่ โรงเรียนบ้านลาดวิทยา
19.50   ความสำคัญของการสำรวจประชากรนก วิธีการนับและแบ่งเส้นทาง
           โดย คุณเพชร มโนปวิตร อุปนายก สมาคมอนุรักษ์นกฯ
20.50   นกเด็ดของแก่งกระจาน พร้อมชมภาพนกสวยงาม
           โดย คุณชัยวัฒน์ ชินอุปราวัฒน์และคุณนิค-วิชญบูลย์ ลี้สุวรรณ

วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม 2551
04.30   รับประทานอาหารเช้า และรับข้าวห่อสำหรับมื้อกลางวัน
05.00   ปฏิบัติการนับนก
12.00-17.00   รับผลการสำรวจ ณ ที่ทำการอุทยาน

สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย
02-691-4816, 02-691-5976, 087-162-7935

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.bcst.or.th/activity/keangkrachan_census_2008.html

 

        ชมรมฯนกล้านนา สมาคมอนุรักษ์นกฯ  ภาคีคนฮักเจียงใหม่ยื่นหนังคัดค้าน การสร้างหอดูดาวแห่งชาติ บนยอดดอยอินทนนท์

คลิกอ่านเหตุผลประกอบการคัดค้าน  ได้ที่ลิงค์นี้  คลิกอ่านเหตุผลประกอบ  และ อ่านเหตุผลเพิ่มเติม

   

พบ “นกพงปากยาว” หลังเชื่อสูญพันธุ์ไปแล้วกว่า 139 ปี

โดย ผู้จัดการออนไลน์

6 มีนาคม 2550 15:39 น.

       นักปักษีวิทยา พบนกพงปากยาว ที่โครงการแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี หลังเคยมีรายงานค้นพบครั้งแรกที่อินเดีย เมื่อ 139 ปีก่อน และเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว เตรียมศึกษาวงจรชีวิตเพิ่มเติมเริ่มจากอินเดีย พม่า ไทย
       

       ผศ.ฟิลลิป ดี ราวด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนก จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงว่า ได้มีการค้นพบนกพงปากยาว (Large-billed Reed Warbler ; Acrocephalus orinus) ในประเทศไทย หลังจากก่อนหน้าเมื่อ 139 ปี ได้ถูกค้นพบนกดังกล่าวครั้งแรกที่ตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย และยังมีเพียงตัวอย่างเดียวที่ถูกเก็บรักษาไว้ที่อินเดีย ครั้งนี้ถือเป็นการพบนกโดยบังเอิญ เพียง 1 ตัวจากการติดห่วงใส่ขานกอพยพ และนกประจำถิ่นที่ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จากโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี
       
       ผศ.ฟิลลิป กล่าวต่อว่า นกที่พบมีรูปร่างแปลกจากนกทั่วไป เป็นนกตัวเล็ก มีสีน้ำตาล แต่กลับมีปากยาว 20.6 มิลลิเมตร น้ำหนักเพียง 9.5 กรัม ปีกยาว 64 มิลลิเมตร และหางยาว 16-18 มิลลิเมตร โดยตั้งสมมติฐานว่า มีลักษณะคล้ายนกพงปากยาวที่เคยมีรายงานเมื่อ 139 ปีที่อินเดีย จึงเก็บขนหางจำนวน 2 เส้น นำไปสกัดดีเอ็นเอ ส่งตรวจเปรียบเทียบกับตัวอย่างนก และได้รับการยืนยันว่า เป็นนกพงปากยาวชนิดเดียวกับที่เคยพบในอินเดีย ถือว่าสร้างความตื่นเต้น และเป็นเรื่องที่แปลกมากในวงการนักปักษี เพราะก่อนหน้านั้น เคยเชื่อว่า สูญพันธุ์ไปแล้ว
       
       ผู้เชี่ยวชาญด้านนก กล่าวว่า การประเมินจากดีเอ็นเอ คาดว่า อาจมีนกชนิดนี้อยู่ไม่เกิน 40 ตัว ในเขตพื้นที่อินเดีย พม่า และไทย ดังนั้น ทางทีมวิจัยเตรียมศึกษาเพื่อตามรอยนกตัวนี้ เพื่อให้รู้ถึงพฤติกรรม นิเวศวิทยา ชีววิทยาการสืบพันธุ์ รวมทั้งขอบเขตการกระจายตัวของกลุ่มประชากร เนื่องจากปริศนาเรื่องพื้นที่ทำรังวางไข่และพื้นที่พักพิงในฤดูหนาวยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้มีการมีตีพิมพ์ผลงานวิจัยเผยแพร่ในวารสารนานาชาติ Journal of Avian Biology 2007 โดย Philip D. Round, Bengt Hansson, David J. Pearson, Peter R. Kennerley and Staffan Bensch อีกทั้งยังมีการแถลงข่าวพร้อมกับประเทศไทย ในประเทศอังกฤษ และอินเดียด้วย เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญของโลก

"คู่มือนักสืบชายหาด" เครื่องมือเฝ้าระวังการคุกคามทรัพยากร

       โครงการนักสืบชายหาด   เป็นโครงการสืบเนื่องมาจากโครงการนักสืบสายน้ำ  ภายใต้การทำงานของ " มูลนิธิโลกสีเขียว " มีวิธีการทำงานโดยใช้การประเมินสุขภาพโดยรวมของพื้นที่ และ การดูรูปแบบความหลากหลายทางชีวภาพ  เป็นตัวบ่งชี้สำคัญ  ซึ่งเรื่องของการดูแลสภาพแวดล้อมนั้น  ถือว่าจำเป็นต้องพัฒนาไปพร้อมกับการพัฒนาบุคลากร  ผู้ที่จะถ่ายทอดและขยายงานต่อไปได้
สำหรับระบบนิเวศในบริเวณชายหาดนั้น  มีลักษณะธรรมชาติ  ที่ตะกอนจะถูกสายน้ำพัดพาจากทั้งลุ่มแม่น้ำ แล้วมาสะสมยังพื้นที่ชายฝั่ง  จึงทำให้มีความอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ  มีความหลากหลาย ทางชีวภาพสูง ทั้งยังเป็นแนวต่อที่สำคัญ ระหว่างระบบนิเวศบกและทะเล   บริเวณนี้คือแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำกร่อยและน้ำเค็ม  และเป็นปราการที่ปกป้องแผ่นดินจากมรสุม จึงสามารถบอกว่าชายหาดนั้น คือทรัพยากรสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์
        ทว่าระบบนิเวศในพื้นที่ชายหาดและชายเลนในไทย  ถูกปล่อยปละละเลยไปมาก  ด้วยการตัดถนน ถมที่และกิจกรรมอย่างอื่นอีกมากมาย เพราะคนไม่เห็นความสำคัญของพื้นที่เหล่านี้ มากไปกว่า  การนันทนาการ  โครงการนักสืบชายหาด  จึงมุ่งเน้นดำเนินงานในพื้นที่ชายหาด 3 ประเภท ซึ่งมีตะกอนขนาดต่างกัน คือ หาดเลน (รวมไปจนถึงดงหญ้าทะเล) หาดทราย และหาดหิน
ในขั้นแรกของโครงการ  มูลนิธิโลกสีเขียวจำเป็นต้องประเมินความรู้และพัฒนาเครื่องมือ  พร้อมไปกับการพัฒนาบุคลากร  ผู้ที่จะถ่ายทอดและขยายงานต่อไปได้ ในการพัฒนาเครื่องมือ อันได้แก่ คู่มือสำรวจชายหาด และ  กระบวนการประเมินคุณภาพชายหาด  โครงการจึงได้มุ่งเน้นไปยังการพัฒนาศักยภาพบุคลากรท้องถิ่นเป็นสำคัญ  ช่วงเริ่มต้น  ทางโครงการได้ใช้ จ.ระนอง ด้านฝั่งทะเล อันดามัน  เป็นพื้นที่ดำเนินโครงการหลัก  เพราะมีระบบนิเวศชายฝั่งที่ค่อนข้างสมบูรณ์ครบทุกประเภทแล้ว โรงเรียนและชุมชนในจังหวัดระนองหลายแห่ง  ให้ความสนใจต่อสิ่งแวดล้อม ศึกษา และ สนับสนุนการทำงาน ของกลุ่มสิ่งแวดล้อมศึกษาท้องถิ่น
        เหตุผลที่สำคัญอีกประการ  ที่มูลนิธิโลกสีเขียวเลือกพื้นที่ จ.ระนอง   เป็นพื้นที่ดำเนินโครงการ คือ การคุกคามจากธุรกิจท่องเที่ยว  ที่เริ่มจะขยายตัวเข้ามาตามเกาะและชายหาดระนอง ในช่วงสองปีนี้ จำเป็นที่จะต้องเร่งสร้างความตระหนัก  เพื่อให้เกิดกระแสความคิดในพื้นที่  ถึงแนวทางการจัดการที่เหมาะสม   ป้องกันไม่ให้เสื่อมสภาพ  เหมือนเกาะช้าง หมู่เกาะชุมพร หรือหมู่เกาะพีพี
        ดร.สรณรัชฏ์  กาญจนะวณิชย์   ผู้อำนวยการโครงการและเลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว  กล่าวว่า   "ชายฝั่งคือที่รองรับทุกสิ่งจึงมีตะกอนอยู่มาก และ ตะกอน ก็เป็นอาหารของสัตว์ทั้งหลาย ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่ง   ชายฝั่งจึงเป็นที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุด  แต่ถ้ามีตะกอนมากจนเกินไป  สัตว์เหล่านั้นก็จะตาย"  เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว  ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของป่าชายหาด ว่าเป็น เหล่งอาหาร ที่มีมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์   ทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน  เป็นที่อยู่ของสัตว์หลายชนิด  รวมไปถึงสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ และพัฒนา ไปเป็นแหล่งท่องเที่ยว
    "ในเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้น  เป็นเพราะเรามักสร้างถนนและกำแพงริมชายหาด   มลพิษสะสมในอาหารทะเล   ถูกแปรเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมโดยเฉพาะหาดเลน กิจกรรมของมนุษย์บางอย่าง รบกวนสัตว์  มักมีการพัฒนาเพื่อทำลายสภาพหาด  ดังนั้น การอนุรักษ์หาดจึงยากที่สุด   ส่วนการแก้ปัญหาคือการบังคับใช้กฎหมาย  ทำให้ป่าชายหาดเป็นป่าชุมชน การศึกษาที่สร้างความรู้ท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญ" ดร.สรณรัชฏ์ กล่าว
        มูลนิธิโลกสีเขียว  มีเป้าหมายสูงสุดคือ  อยากเห็นชุมชนร่วมกันดูแลชายหาดอย่างยั่งยืน เริ่มจากการพัฒนาคู่มือนักสืบชายหาด ที่เป็นเครื่องมือเพื่อการเฝ้าระวังหาด เมื่อคู่มือเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะประยุกต์ใช้ในพื้นที่นำร่อง  คือสิ่งที่ ดร.สรณรัชฏ์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว กล่าวตบท้าย    
      ทั้งนี้ การวิจัยพัฒนาและผลิตชุดคู่มือ "นักสืบชายหาด"   ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)  , บริษัท เชฟรอน คอร์ปอเรชั่น และ มูลนิธิซิเมนต์ไทย โดยทางโครงการหวังไว้ว่า  การเผยแพร่ชุดคู่มือนักสืบชายหาดนี้   จะนำไปใช้ในการเรียนรู้   เฝ้าระวัง และ อนุรักษ์หาดท้องถิ่นของเยาวชน ชุมชนของตนเอง บนพื้นฐานจากข้อมูลจริง ซึ่งจะสามารถ นำไปสู่การดูแลสภาพแวดล้อมชายหาด  ร่วมกับชุมชนท้องถิ่น  ได้อย่างยั่งยืนต่อไป โดยหนังสือคู่มือนักสืบชายหาดวางขายในราคาชุดละ 400 บาท ตามร้านหนังสือทั่วไปหรือติดต่อที่มูลนิธิโลกสีเขียว


 

อุทยานแห่งชาตินาแห้ว  ได้รับการอนุมัติให้เปลี่ยนชื่อเป็น  อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย  เมื่อวันที่ 14  มีนาคม 2549   เนื่องจากชื่อ  ภูสวนทราย  เป็นชื่อของภูเขาที่เด่นที่สุดในพื้นที่  ที่อุทยานฯแห่งนี้ตั้งอยู่   มีหินสี่ก้อน  ที่เป็นสัญลักษณ์ หรือ  ตัวแทน  ทาง ด้านประเพณีและวัฒนธรรม  ของคนท้องถิ่น   มีเนิน 1255 และเนิน 1408   เป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ของ ยุทธการร่มเกล้า   บนภูสวนทราย  มีจุดที่มีวิวทิวทัศน์สวยงาม  มีความหลากหลายทางด้านชีวภาพ   จึงนำชื่อมาเป็นตัวแทนของหลายๆสรรพสิ่ง  ในอุทยานฯแห่งนี้ และชื่อนี้จะก่อให้เกิดภาพของ การคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ   ที่เป็นของทุกท่านไม่เฉพาะเพียงของชาวนาแห้ว   และชื่อของอุทยานจะขึ้นต้นด้วยคำว่า  ภู   เหมือน ชื่อของ อุทยานแห่งชาติต่างๆใน  จ.  เลย

ผุดอควาเรียมใหญ่ในบึงบอระเพ็ดหวังปลุกนครสวรรค์เป็นสถานที่เที่ยวแห่งใหม่

องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ ทุ่ม 1,500 ล้าน พัฒนา "บึงบอระเพ็ด"   สร้างอาคารแสดงสัตว์น้ำจืด หรือ  อควาเรียม ที่ใหญ่กว่าบึงฉวากของสุพรรณบุรีและอควาเรียมปลาทะเล ของสยามพารากอน      สร้างฟาร์มจระเข้ริมทาง รถไฟ  โชว์ผู้โดยสาร เส้นทางสายเหนือ และเมกะโปรเจคท์ โครงการ 5 ปี   หวังปลุกนครสวรรค์ให้เป็นเมืองและแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ นำทางสู่เมืองสำคัญอื่นๆ   หรือประตูสู่ภาคเหนืออีกครั้ง   ภายในปีครึ่งนับจากนี้ไป
    นายอำนาจ   ศิริชัย   นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เปิดเผยว่า    อบจ.ได้วางผังโครงการพัฒนาบึงบอระเพ็ดทั้งโครงการ   เพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ และพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว สันทนาการของจังหวัด   แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะแรก อบจ.จะดำเนินการลงทุน   279  ล้านบาท ระยะเวลาปี   2543-2550   ระยะที่สอง รัฐบาลได้จัดหาแหล่งเงินกู้ให้อีก 464 ล้านบาท   ระยะเวลาตั้งแต่ปี   2549-2551  และระยะที่ 3 อบจ.  ร่วมลงทุนกับเอกชน ระยะเวลาตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไปจำนวนเงิน 757 ล้านบาท รวมทั้งโครงการจะใช้งบประมาณ 1,500 ล้านบาท
     ส่วนแรกของโครงการ   ได้ดำเนินการแล้ว บนพื้นที่ 165 ไร่ ที่ อบจ.ได้รับมอบจากกรมประมง   พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน  ระบบสาธารณูปโภค สะพาน ถนนทางเข้า เขื่อนเรียงหิน ระบบประปา   ปรับปรุงภูมิทัศน์   สวนหย่อม  ปลูกต้นไม้   ทำคันดิน  ป้องกันน้ำท่วม เป็นต้น ทั้งหมดนี้ใช้เงินงบประมาณของ อบจ.  ที่ได้เทงบประมาณทั้งหมดของปีงบประมาณ 2547 ยกมาพัฒนาบึงบอระเพ็ดทั้งหมด   ส่วนที่สำคัญที่สุดของโครงการนี้อยู่ที่   การสร้างอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืด   ค่าก่อสร้าง 201 ล้านบาท   อาคารเพาะพันธุ์และสถานที่แสดงจระเข้ ค่าก่อสร้าง   25.7 ล้านบาท    อาคารแสดงสินค้าโอทอปภาคเหนือ และภาคกลาง   8 ล้านบาท   และอาคารบ้านพักรับรองแบบภาคเหนือ   5 ล้านบาท
       นายอำนาจ กล่าวว่า   แหล่งเงินที่นำมาพัฒนานี้   จำนวน 464 ล้านบาท ได้รับอนุมัติให้กู้ยืมแล้ว    ในการประชุม ครม.สัญจร   ของ  นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ จ.นครสวรรค์ เมื่อปีที่แล้ว  เป็นเงินกู้ยืมปลอดดอกเบี้ยของอบจ.   มีกำหนดจ่ายคืน   8 ปี ไม่คิดดอกเบี้ย  ,   อาคารแสดงสัตว์น้ำจืด หรืออควาเรียม นี้ ได้ออกแบบเป็นเรือเอี้ยมจุ๊น เพื่อแสดงถึงวิถีชีวิตของชาวนครสวรรค์   ที่ใช้เรือเอี้ยมจุ๊น นี้ในการบรรทุกสินค้า   เดินทางล่องจากปากน้ำโพถึงกรุงเทพฯ   ผู้คนจะอาศัยอยู่ในเรือนี้ล่องขึ้นลงแม่น้ำเจ้าพระยามายาวนาน  แต่ขณะนี้ ไม่มีการเส้นทางคมนาคมทางเรือแล้ว     ประชาชนส่วนใหญ่จะหันไปใช้เส้นทางถนนและรถยนต์มากกว่า   เรือเอี้ยมจุ๊น นี้ จะเป็นเรือที่มีขนาดความยาว 105 เมตร  กว้าง 38 เมตร มีน้ำล้อมรอบ   สามารถบรรจุปลาจำนวนมาก   ด้วยความสูงกว่าตึก  3  ชั้น ยาว 24 เมตร     เส้นทางเดินภายใน  จะเป็นทางเลื่อนไฟฟ้าไปตลอดทาง เพื่อความสะดวกและไม่แออัด
          ในระยะเริ่มแรก  เมื่อสร้างอาคารเสร็จแล้ว   จะสามารถเปิดแสดงสัตว์น้ำจืดได้ไม่น้อยกว่า 119   ชนิด      ที่เริ่มสะสมไว้ให้ประชาชนได้ชมในช่วงแรก โดยเฉพาะที่จะได้ชมแน่นอน ก็คือ   ปลาประจำจังหวัด  ที่มีแห่งเดียว และที่เกือบสูญพันธุ์ ไปแล้ว ในขณะนี้  ทาง อบจ.เตรียมนำกลับมาแสดงให้ประชาชนได้ชม     ได้แก่   "ปลาเสือตอ" พันธุ์นครสวรรค์ ที่หายากมาก ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในตลาดปลา  จะเป็นพันธุ์อินโดนีเซีย     หรือ  พันธุ์กัมพูชา ที่ได้รับความนิยม จากนักสะสมปลาหายาก  นอกจากนี้ ยังจะมีปลาหายากอย่าง ปลาหมู ที่คนรุ่นใหม่ไม่เคยเห็น แน่นอน    ปลาช่อนงูเห่า ที่ดูไม่ออกว่าเป็นงูเห่า หรือเป็นปลาแน่  ยังมี ปลาปักเป้า ปลาฉลาด  และ ปลาแขยง เป็นต้น   ที่น่าชมที่สุดเห็นจะเป็นปลาที่พบในจังหวัดนครสวรรค์   ที่มีขนาดใหญ่ อย่างปลากระโห้ น้ำหนักอย่างน้อย   40-50   กิโลกรัม  จะนำมาเลี้ยงและแสดงให้ชมด้วย
          อาคารแสดงสัตว์น้ำจืดขนาดใหญ่นี้   คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณกลางปี   2550  หรืออีกปีครึ่งนับจากนี้ไป  จะเป็นอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ที่ทางอบจ.กำลังรอ พระราชทาน  นาม อยู่   และจะกราบบังคมทูล  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงเปิดอาคาร   เพื่อเป็นมิ่งขวัญของชาวนครสวรรค์ คาดว่าจะวางศิลาฤกษ์และสร้างเสร็จภายในปีครึ่ง    ในโครงการนี้ยังจะสร้างอาคารอเนกประสงค์   สำหรับเป็นศูนย์ประชุม มูลค่า 140 ล้านบาท   อาคารหอจดหมายเหตุ  มูลค่า 58 ล้านบาท เป็นระบบ E-history ที่จะเก็บประวัติศาสตร์ของ ชาวนครสวรรค์   วัด ประวัติและเครื่องอัฎบริขาล ของ เกจิอาจารย์     โครงการส่วนนี้จะสร้างถวาย  60  ปี  อภิเษกสมรส และยังมีสวนสนุกมูลค่า  240  ล้านบาทที่จะเน้นกีฬาทางน้ำ มีตลาดน้ำจริงๆ แบบนครสวรรค์ภายในบริเวณโครงการด้วย
            อีกอาคารหนึ่งที่จะสร้างความฮือฮาได้   เห็นจะเป็นอาคารเพาะพันธุ์และสถานที่แสดงจระเข้   มูลค่า 25 ล้านบาท   เพื่อแสดงให้เห็นถึงชีวิตของชาวบึงบอระเพ็ดในอดีต ที่เป็นแหล่ง จระเข้น้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของโลก   ซึ่งในอดีต  แม้แต่ข้างทางรถไฟ ก็จะมีจระเข้มาอ้าปากอยู่ข้างทางรถไฟ   จึงได้จัดสถานที่สำหรับเลี้ยงจระเข้  ไว้ริมทางรถไฟไปภาคเหนือ และผู้โดยสารผ่าน จังหวัดนครสวรรค์ จะเห็นจระเข้อ้าปากอยู่ข้างทางรถไฟจริงๆ      นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด คาดว่า  จะมีผู้เข้าชมอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดในแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่า 1 แสนคน    ซึ่งเป็นการประเมินการขั้นต่ำ   เมื่อเปรียบเทียบกับบึงฉวากของ จ.สุพรรณบุรี   ที่มีขนาดเล็กกว่า  และเชื่อว่า   ที่นครสวรรค์จะใหญ่กว่า อควาเรียมของสยามพารากอน ด้วย  "ผู้ที่จะมาเข้าชม นั้น จะเป็นนักท่องเที่ยว  ที่เชื่อมโยงจากผู้ที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง  นี่เป็นจุดที่ทำให้มีโครงการต่อเนื่องไปสู่การสร้างรีสอร์ท   ที่พัก  ต่อไปในอนาคต  เป็นโครงการที่ สาม ที่ อบจ.จะร่วมทุนกับเอกชนอีก  757  ล้านบาท"  นายอำนาจ กล่าวและบอกอีกว่า เมื่อเสร็จสิ้นโครงการนี้ บึงบอระเพ็ดจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่    ที่ใหญ่ที่สุด  ในบริเวณประตูสู่ภาคเหนือ