นกพญาไฟเล็ก  Small  Minivet  /  Pericrocotus    cinnamomeus

จัดทำโดย                                

                                                          

         ชื่อเรียกอื่น   นกพญาไฟเล็กคอเทา ,   Little Minivet ,  Ceylon Little   Minivet

        นกพญาไฟเล็ก  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Pericrocotus  cinnamomeus  ชื่อชนิด  มาจากคำในภาษาละตินสมัยใหม่  คือ cinnamomeus  แปลว่า  สีอบเชย  ( เครื่องเทศชนิดหนึ่ง  มีกลิ่นหอม  เมื่อแห้งมีสีเหลือง - ส้ม - น้ำตาล  )  ความหมาย คือ  " นกที่มีสีอบเชย "  ทั่วโลก มี  10   ชนิดย่อย  ประเทศไทยพบ  4  ชนิดย่อย

            รูปร่างลักษณะ   เป็นนกขนาดเล็ก   ความยาวจากปลายปากจดหาง  14 . 5 - 16  ซม.   นกตัวผู้   หัว  ใต้คอ และ ลำตัวด้านบน สีเทา   ขนคลุมโคนหางด้านบน  อก  ท้อง และ   สีข้าง  สีออกแดงอมส้ม    ตะโพก สีส้มอมเหลือง ปีก มีลายเป็นแถบรูปสายฟ้า  สีเหลือง ปน ส้ม .   ชนิดย่อย  P . c . sacerdos    ( พบในเขมร และ แถบอินโดจีน )  ลำตัวมีสีแดง ปน เหลืองสดกว่า   และ แต่ละสีจะมีมากน้อยแตกต่างกันมากในนกแต่ละตัว ทั้งสองเพศ   และในแต่ละท้องที่   หางสีดำ  ขนหาง คู่นอก มีขลิบขอบหางสีส้ม  นกตัวเมีย   กระหม่อมและลำตัวด้านบน  มีสีเทาอ่อน และ เข้มขึ้น บริเวณหลัง และ ที่ขนปีกบิน ด้านในติดลำตัว  , ตะโพก และ ขนคลุมหางด้านบน  มีสีแดง - ส้ม สด มีสีเหลืองแต่งแต้มในบางส่วนอยู่ด้วย   ใต้คอ สีเทา จางๆ  หรือเกือบขาว    ,  ท้อง และ ขนคลุมโคนหางด้านล่าง  สีเหลืองอ่อน  ,  กลางปีก  มีแถบรูปสายฟ้า สีส้มอมเหลือง  ,  ชนิดย่อย  P . c . separatus   ( พบทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก ของ ไทย )  สีแดงปนส้มที่อกส่วนบน สีอ่อน และ ปะปนกัน  ไม่แยกกันอย่างชัดเจน ,  ท้องด้านล่าง จะมีสีแดงเป็นส่วนใหญ่  มีสีเหลืองในปริมาณที่น้อยกว่า    นกที่ยังไม่เต็มวัย   คล้ายนกตัวเมียที่เต็มวัย แต่กระหม่อม และ เลยลงไปถึงหลัง สีจะออกน้ำตาล  มีลายเป็นเกล็ดๆสีเหลืองปนขาว กระจายทั่วไป  , ขนคลุมปีก จะมีขลิบปลายขน  เป็นสีเหลืองบ้าง  แดงบ้าง หรือ ขาวบ้างปนกันไป   มี บางส่วน  เป็นสีเหลือง ส้ม หรือ แดง เป็นจ้ำๆแทรกอยู่บ้าง   นกตัวผู้ในฤดูแรก  บริเวณสีข้าง  จะมีสีส้ม  เป็นจุดเด่น

            นิสัยประจำพันธุ์   มักพบอยู่เป็นฝูง  8 - 10  ตัว โดยเฉพาะนอกฤดูผสมพันธุ์    อาจพบอยู่รวมกับ พวกนกเฉี่ยวบุ้ง  นกเฉี่ยวดง และ นกกินแมลง  มักเกาะตามยอดไม้  และ กิ่งนอกทรงพุ่มในระดับกลางต้น  จนถึง เรือนยอด 

            แหล่งอาศัยหากิน   อาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าชั้นรอง สวนผลไม้  สวนสาธารณะ  บริเวณพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่  เช่นโดยรอบวัด หรือป่าโปร่งใกล้หมู่บ้าน  ป่าพรุ  ป่าโปร่งชายฝั่งทะเล   ตั้งแต่พื้นราบ จนถึงระดับความสูง   1 , 525  เมตร จากระดับน้ำทะเล    อาหาร  ได้แก่  แมลง  โดยจิกกินตามยอดไม้ และ กิ่งไม้  อาจโฉบจับแมลงกลางอากาศบ้าง  แต่ในระยะที่ไม่ไกลจากกิ่งที่เกาะนัก

            ฤดูผสมพันธุ์ทำรังวางไข่    ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน   ระหว่างเดือนมีนาคม ถึง เดือนพฤษภาคม รังเป็นรูปถ้วยประกอบด้วยกิ่งไม้เล็กๆ  ต้นหญ้า ไลเคน ใบไม้แห้ง และ เปลือกไม้  เชื่อมวัสดุให้ติดกัน ทางด้านนอก ด้วยไยแมงมุม   รังอยู่บนกิ่งไม้ หรือ ง่ามไม้    สูงจากพื้นดิน มากกว่า  10 เมตร  , รัง มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ   5 -10 ซม.  ซึ่งเล็กมาก จนมอง ไม่ค่อยเห็นจากพื้นดิน   วางไข่ครอกละ  2  - 3  ฟอง  เปลือกไข่สีน้ำเงินจาง หรือ ขาวแกมเขียว  มีลายขีด สีน้ำตาลแดง โดยเฉพาะหนาแน่นทาด้านป้าน   ไข่มีขนาด  13.8  X 16.8  มม.  นกทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรัง  แต่ส่วนใหญ่นกตัวเมียจะสร้างมากกว่า   และฟักไข่เพียงลำพัง  โดยนกตัวผู้จะเกาะอยู่ห่างจากรังพอสมควร  เพื่อคอยขับไล่ ศัตรู   ที่จะมาแย่งวัสดุ หรือ สถานที่ทำรัง หรือ รบกวนลูกในรัง   แต่เมื่อลูกนกฟักเป็นตัว  นกตัวผู้จะช่วยนกตัวเมียหาอาหารป้อนลูก    แต่นกตัวเมียก็ยังคงเป็นฝ่ายเลี้ยงลูกมากกว่า   คงเนื่องจากนกตัวผู้มีสีสด   ศัตรูเห็น ได้ง่าย  ถ้ามาอยู่ใกล้รังบ่อยๆ   จะชักนำศัตรูมาที่รังได้สดวก   ส่วนชีววิทยาอื่นๆ   เช่น  ระยะเวลาการฟักไข่  และ  เลี้ยงลูกอ่อน  ยังไม่มีการศึกษากัน

            การแพร่กระจายพันธุ์    เป็นนกประจำถิ่นของอนุทวีปอินเดีย  . ชวา ,  บาหลี   สำหรับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  เป็นนกประจำถิ่นที่พบได้ทั่วไป  ( ยกเว้น  ภาคเหนือของเมียนม่าห์  , ภาคใต้ตอนล่าง  ของ ประเทศไทย ,  คาบสมุทรมาลายู  , สิงคโปร์   ,  ภาคตะวันออก และ ภาคตะวันตก ของตังเกี๋ย  , ภาคเหนือ ของเวียตนาม )  

  สำหรับประเทศไทย       เป็นนกประจำถิ่น   พบ  4  ชนิดย่อย  คือ

   ชนิดย่อย    P . c . thai    ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงมาจากชื่อสถานที่ คือ ประเทศไทย  พบครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่    นอกจากพบทางภาคเหนือแล้ว  ยังพบได้ทางภาค ตะวันออก เฉียงเหนือ ด้วย

   ชนิดย่อย    P . c . vividus    ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละติน คือ vivid  หรือ   vivida  แปลว่า มีชีวิตจิตใจ หรือ โลดโผน   ความหมาย คือ  " นกที่ไม่อยู่นิ่งเฉย "   พบทางภาค ตะวันตก และ ภาคกลางบางแห่ง 

     ชนิดย่อย    P . c . sacerdos    ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละติน คือ  sacerdo  แปลว่า พระ  ความหมาย คือ  " นกที่สงบไม่โลดโผน"   พบทางภาคใต้ตอนบน

     ชนิดย่อย    P . c . separatus    ชื่อชนิดย่อยมาจากคำในภาษาอังกฤษ คือ  seperate  แปลว่า  แยกออกจากกัน   ความหมาย คือ  " ไม่เหมือนกับนกชนิดย่อยอื่น"  พบทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก

       สำหรับนักดูนกที่คุ้นกับ ชื่อ นกพญาไฟ  ที่พบตามภูเขาสูงในภาคเหนือ  อาจติดภาพว่า นกพญาไฟเป็นนกป่าในถิ่นภูเขาสูง  ซึ่งที่จริงแล้ว  มีนกพญาไฟเล็ก และ ในฤดูอพยพ จะมีนก พญาไฟ สีเทา อีกชนิดหนึ่ง  ที่   บางเดือน หรือ บางฤดูกาล  เป็นนกเมือง  ที่จะพบได้ในพื้นราบภาคกลาง  ตามสวนสาธารณะ สวนผลไม้   แต่ไม่พบในที่เดิมตลอดทั้งปี  เพราะนกชนิดนี้ มีการอพยพ ย้ายถิ่น ตามแหล่งอาหาร ไปตาม ส่วนต่างๆ ของประเทศ   ดังนั้นถ้าใครไปเห็นนกพญาไฟเล็ก  ที่พุทธมณฑล  หรือ ค่ายลูกเสือกำแพงแสน จ. นครปฐม   , ม.เกษตร วิทยาเขต กำแพงแสน  หรือ แม้แต่  สวนลุมพินี   ในบางเดือน  ก็จะไม่พบ ในบางเดือน  เพราะนกอพยพไปหากินในถิ่นอื่น   แค่ก็ยังคงเป็นนกที่อพยพย้ายถิ่นตามแหล่งหากิน   ภายในประเทศเท่านั้น  ( ยกเว้นนกพญาไฟสีเทา  ซึ่งเป็นนกอพยพผ่าน  และ นกอพยพมาช่วง นอกฤดูผสมพันธุ์    ซึ่งในตอนต้น และ ตอนปลาย ของฤดูอพยพ  จะพบในที่ราบภาคกลาง ด้วยเช่นกัน )

แหล่งข้อมูล  :   "  นกในเมืองไทย "  โดย รศ. โอภาส  ขอบเขตต์

                    " A field guids to the birds of thailand and South east Asia  "   by  Craig  Robson

ภาพโดย  Photographer  :  ม . ล  ธาตุทอง  ทองแถม  ( Tattong  Tongtham  )

ขอบคุณที่มาชม  กรุณาแวะมาเยี่ยมเยือนใหม่   โอกาสหน้านะครับ