นกกินปลีอกเหลือง  /  Olive - backed   Sunbird  /  Nectarinia   jugularis

จัดทำโดย                          

      

           ชื่อเรียกอื่น Yellow - breasted   Sunbird , Yellow - bellied  Sunbird ,  Black - breasted Sunbird  ในไทยปัจจุบันเรียกว่า  Olive - backed Sunbird  จากเดิมที่เคยเรียกว่า  Yellow - bellied Sunbird  ซึ่งก็เหมาะสมดี  เพราะนกชนิดนี้  บางวงศ์ย่อย  เช่น  teijsmanni  ท้องเป็นสีเหลือบม่วงเข้มจนเกือบดำ  หรือ  rhizophorae  อกส่วนบน  สีดำคาดสีเลือดหมู และ ท้องส่วนล่าง  สีเหลืองอ่อนเกือบขาว เป็นต้น  ซึ่งสำหรับผู้ที่ไม่รู้จักชนิดย่อยแล้ว  คงจะคิดว่า ชื่อเดิม คือ Yellow - bellied  Sunbird   ของเดิม ก็น่าจะ เหมาะสมดี  สำหรับใช้เรียกในประเทศไทย

            ชื่อวิทยาศาสตร์  บางตำราใช้   Cinnyris    jugularis

        วงศ์นกกินปลี  Family  Nectariniidae  นกในวงศ์นี้มีขนาดเล็กมาก จนถึง ขนาดเล็ก ( 10 - 20 ซม. )  รูปร่างลักษณะภายนอก  ค่อนข้างแตกต่างกัน ปาก อาจยาว หรือ สั้น  อาจโค้งมาก หรือ โค้งเพียงเล็กน้อย  หาง สั้น หรือ ยาวมาก บางชนิดมีขนหางคู่กลางยื่นยาวออก นกในวงศ์นี้ กินน้ำหวานจากดอกไม้   น้ำหวานจากผลไม้  ผลไม้  แมลง และ แมงขนาดเล็ก  เป็นอาหาร   ทำรังเป็นรูปกระเปาะ  มีหางยื่นยาวลงไปมาก   มีทางเข้าออกอยู่ด้านข้าง   หรือ เป็นรูปถ้วย  โดยใช้ใบไม้ และ เถาวัลย์เล็กๆ เชื่อมกันด้วยใยแมงมุม 

         นกในวงศ์นี้กำเนิดมาในสมัย พลีโตซีน  ยุคเทอร์เชียรี  หรือประมาณ 1  ล้านปีมาแล้ว  กระจายพันธุ์ทั่วโลก  มีทั้งสิ้น  5 สกุล 169  ชนิด  แบ่งออกเป็น 2 วงศ์ย่อย ประเทศไทยพบ  1 วงศ์ย่อย  คือ วงศ์ย่อยนกกินปลี  Subfamily  Nectariniinae   ทั่วโลก  มี 7 สกุล 167  ชนิด  แบ่งออกเป็น  2  เหล่า  ประเทศไทยพบทั้ง 2  เหล่า  คือ เหล่านกกาฝาก  และ เหล่านกกินปลี

         นกกินปลีอกเหลือง  อยู่ในสกุลนกกินปลีปากยาวหางสั้น   Genus  Mectarinia   ชื่อสกุลมาจากรากศัพท์ภาษาละติน  คือ   necta  หรือ  nectaris    แปลว่าน้ำหวานดอกไม้ และ -ius  เป็นคำลงท้าย   ความหมายคือ   " นกที่กินน้ำหวาน จากดอกไม้ เป็นอาหาร "   นกในสกุลนี้คล้ายนกในสกุล นกกินปลีปากสั้นหางสั้น แต่ ปากยาวกว่า และ โค้งกว่า ตัวผู้พุ่มขนบริเวณอก เด่นชัด ตัวเมียบริเวณปลายขนหางด้านนอก สีขาว  หางด้านบน สีดำ ทั่วโลกมีนกในสกุลนี้   79  ชนิด ประเทศไทยพบ  4  ชนิด คือ  นกกินปลีคอสีม่วง (  Purple - throated Sunbird ) , นกกินปลีคอสีทองแดง ( Copper - throated  Sunbird )  ,   นกกินปลีอกเหลือง ( Olive - backed Sunbird )   และ   นกกินปลีดำม่วง ( Purple Sunbird )

          นกกินปลีอกเหลือง  ในประเทศไทยพบ  1  ชนิดย่อย  คือ  N . j . flammaxillaris  ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ ภาษาละติน คือ flamm หรือ  flamma  แปลว่า  สีแดงเหลิง  และ axillaris  แปลว่า  รักแร้  ความหมายคือ  นกที่มีขนบริเวณ  รักแร้  (อกส่วนบนที่ติดลำตัวใกล้กับไหล่)  มีสีแดง

            รูปร่างลักษณะ     นกกินปลีอกเหลือง  มี   16  ชนิดย่อย   มีลักษณะดังนี้ คือ     ( อาจอ่านเพียง ชนิดย่อย  flammaxillaris   ที่พบในไทย แล้วข้ามไปได้ ถ้าคุณไม่สนใจ  แต่ถ้าคุณสะสมแสตมป์นกชนิดนี้  ก็น่าสนใจ และ สนุก มากทีเดียว )

                    

      ชนิดย่อย    N . j . flammaxillaris    พบในประเทศไทย  นอกจากนี้ก็พบใน เมียนม่าห์  กัมพูชา และ ตอนเหนือของคาบสมุทรมาลายู   เป็นนกขนาดเล็กมาก  ความยาวจากปลายปาก จดหาง  11 ซม.  นกตัวผู้     คอ และ อกส่วนบน  สีน้ำเงินเหลือบเป็นมัน  ในที่แสงน้อยมักมองเห็นเป็นสีดำ  , ท้อง และ ขนคลุมโคนหางด้านล่าง สีเหลืองสด  , ปลายหางด้านล่างมีโคนขน และ แกนขนคู่กลางสีดำ ขอบหางและขลิบปลายหาง  สีขาว ,  ลำตัวด้านบนสีเขียวอมน้ำตาล     ใต้คอลงมา จนถึง อกส่วนบน  สีเหลือบน้ำเงินเข้ม    อกและท้องส่วนล่าง สีเหลืองสด  คั่นกลางระหว่างสีเหลือบน้ำเงินเข้มที่ใต้คอ และ อกส่วนบน  กับสีเหลืองที่ท้อง  ด้วย แถบสีดำแคบๆ ,  ขนคลุมโคนขาสีเหลือง , ปาก และ นิ้วเท้าสีดำ  . ตัวผู้บางตัว  ช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์  มีลักษณะคล้ายนกตัวเมีย แต่ จะมีแถบสีน้ำเงินเข้มเหลือบมัน  บริเวณใต้คอจนถึงอกส่วนบน  และ มีสีเหลืองแกมส้มจางๆ แซมบริเวณใต้คอลงมาจนถึงกลางอก   แล้วสีเหลืองจะอ่อนจางลงไป จนถึง  ขนคลุมใต้โคนหาง ด้านล่าง   นกตัวเมีย   แตกต่างจากนกตัวเมียของ นกกินปลีอื่นๆ คือ ลำตัวด้านล่าง และใต้คอ สีเหลืองสด ,  หางด้านบน  สีออกดำ  มีเหลือบสีฟ้าจางๆ  ขอบหางขลิบขาว  ขนคลุมใต้โคนหางสีดำ ปลายขนหาง สีขาว  

      ชนิดย่อย  N . j .  ornatus    ใช้เป็นชนิดย่อยหลัก เนื่องจากมีการแพร่กระจายกว้างขวางที่สุด   พบแถบภาคกลาง และ ภาคใต้ ของคาบสมุทรมาลายู   , เกาะ Lombok , Sumbawa , Komodo ,  Rinca ,  Flores ,  Paloe ,  ตัวแม่เกาะ สุมาตรา และ เกาะบริวารส่วนใหญ่  ,  เกาะบอร์เนียว  นกตัวผู้เต็มวัย  หน้าผากมีสีม่วงเป็นเงามัน ( บริเวณนี้จะมากหรือน้อย  ผันแปรในนก แต่ละตัว) , คาง , ใต้คอ , อก และ ด้านข้างคอ  สีเหลืองสด ไปจนถึง เหลืองอมส้ม  โดยจะมีบางส่วนเหลืองสด กว่าบริเวณ อื่นๆ โดยรอบ  ขนคลุมลำตัวด้านบน สีเขียวแก่ปนเขียวอ่อน  ขอบขนมักเป็นสีเขียวเข้ม  , หางสีดำ  ขลิบปลายหางสีขาว  ม่านตาสีน้ำตาลเข้ม   ปาก และ เท้า สีดำ  ,  นกตัวผู้  ขนนอกฤดูผสมพันธุ์  ( รวมทั้ง นกวัยอ่อนตัวผู้ ที่กำลังผลัดขน ก่อนเต็มวัย )   มีแถบสีน้ำเงินเหลือบม่วง  เป็นแถบเล็กๆแคบๆ  และค่อยกว้างขึ้น  ลากจากใต้คอ ลงมาถึงกึ่งกลางอก  ขนบริเวณอื่นๆคล้าย นกตัวเมียเต็มวัย  .  นกตัวเมียเต็มวัย  คล้ายนกตัวผู้  แต่ไม่มีบริเวณ ที่เป็น สีเหลืองน้ำเงิน อมม่วง  และ คิ้ว หรือ เส้นเล็กๆที่ลากเหนือตา  สีเหลืองอ่อน   .  นกที่ไม่เต็มวัย   คล้ายนกตัวเมียเต็มวัย  แต่ถ้าเป็นนกวัยอ่อนตัวผู้จะเริ่มเห็นร่องรอยจางๆ  ชอง แถบ สีน้ำเงิน อมม่วงที่ใต้คอ  ,  หัว และ หลังสีออกน้ำตาล  

     ชนิดย่อย    N . j . andamanicus    พบแถบหมู่เกาะในทะเลอันดามัน   นกตัวผู้  ต่างจากชนิดย่อยหลัก  ตรงที่ลำตัวด้านบน  สีน้ำตาลเข้มกว่า  ไม่มีเหลือบสีน้ำเงินที่หน้าผาก  อก มีเหลือบ มัน สีฟ้าอมเขียว  ตัดขอบด้วยเส้นสีดำ  และ มีแถบคั่นก่อนถึงบริเวณที่เป็นสีเหลือง  ด้วยแถบเล็กๆ  สีแดงอมส้ม   ท้องด้านล่างสีเหลืองอ่อน

    ชนิดย่อย   N . j . aurorus   พบตามหมู่เกาะ ของ ฟิลิปปินส์  เช่น  Agutaya ,  Balabac ,  Busuanga ,  Cgayancillo ,  Culion ,  Cuyo ,  Palawan ,  Dumaran  และ  Calauit  นกตัวผู้ต่างจาก ชนิดย่อย  jugularis   ตรงที่มี  จุด หรือ แต้มขนาดใหญ่สีเหลืองสด  ตรงกลางอก   

    ชนิดย่อย  N . j . flavigaster   พบในหมู่เกาะโซโลมอน และ เกาะบริวาร  ของ  Bismark  Archipelago   นกตัวผู้   มีลำตัวด้านบนสีเหลืองอมเขียว  สดกว่าชนิดย่อย  ornatus  ใต้คอ ลงมาจนถึง อกส่วนบน  สีเหลือบม่วง   หาง ค่อนข้างดำ มีเหลือบสีม่วง เล็กน้อย  ,  ขีดสีเหลือง ที่ลากจากหลังตาลงมาคล้ายหนวด  ค่อนข้าง สั้น  ลำตัวด้านล่าง สีเหลืองสด  เจือบางส่วนด้วยสีส้ม อม เหลือง  .  นกตัวเมีย  ท้องสีเหลืองสด  สีลำตัวด้านบน  คล้ายนกตัวผู้    ,   มีแถบที่ลากจากหลังตาลงมา คล้ายหนวด  สีเหลือง  

    ชนิดย่อย    N . j . frenatus    พบในบางบริเวณของ นิวกินี  แต่จะไม่พบในบริเวณเดียวกับชนิดย่อย  idenburgi  ,  ภาคเหนือของรัฐควีนแลนด์   ออสเตรเลีย   นกตัวผู้   ต่างจากชนิดย่อย  plateni  โดยที่ลำตัวด้านบน  มีสีเหลืองอมเขียว  สดกว่า  ปาก ยาวกว่า ( 20 - 24 มม. )  นกตัวผู้ต่างจากชนิดย่อย  flavigaster  โดย บริเวณ อก  ที่มีสีเหลือบมัน  เข้มกว่า  และ แถบคล้ายหนวด ที่ลากจากหลังตา  ลงมา  สีเหลือง  เด่นมากกว่า 

    ชนิดย่อย    N . j . infrenatus    พบที่เกาะ  Butung ,  Hoga  และ  Tukangbesi  นกตัวผู้   ต่างจากชนิดย่อย  plateni  โดยที่  สีลำตัวเข้มจนเกือบดำ  ไม่มีคิ้ว หรือ เส้นที่ลากเหนือตา และ ใต้ตา

    ชนิดย่อย    N . j . jugularis    พบตามหมู่เกาะฟิลิปปินส์  แต่จะไม่พบในบริเวณเดียวกับชนิดย่อย   aurorus  และ  obscurior  นกตัวผู้แตกต่างจากชนิดย่อย  ornatus  โดยที่ไม่มีบริเวณ เหลือบมัน  ที่หน้าผาก  ,  ลำตัวด้านล่าง สีเหลืองสด   คั่นกลางด้วยแถบสีน้ำตาล  

    ชนิดย่อย    N . j . klossi    พบในหมู่เกาะ  Nicobars   ยกเว้นที่  Car  Nicobar  นกตัวผู้  ต่างจากชนิดย่อย  ornatus  ตรงที่สีสดกว่า  , ลำตัวด้านบน สีเขียวเข้มกว่า , กลางคอ สีเหลือบมัน เป็นสีม่วง  , หน้าผาก สีเหลืองม่วง บางตัว สีเหลือบม่วงอมฟ้า ,  ด้านข้างอก สีเหลืองม่วงอมฟ้า ,  มีแต้มสีส้มอมเหลือง บางส่วน  นกตัวเมีย สีเหลืองสดกว่าชนิดย่อย  flammaxillaris

    ชนิดย่อย    N . j . obscurior    พบทางตอนเหนือของเกาะ Luzon  นกตัวผู้   ลำตัวด้านล่างสีเหลืองอ่อนกว่าชนิดย่อยหลัก   ornitus)  ปกติ  จะมีแถบสีน้ำตาล คั่นอยู่ระหว่างใต้คอ และ อก

    ชนิดย่อย    N . j . plateni    พบที่เกาะ สุลาเวสี ,  Talaud ,  Siau ,  Sangihe ,  Manadotua ,  Manterwu ,  Bangka ,  Togian  และ  Salayar  นกตัวผู้   ไม่มีสีเหลือบมันที่ใบหน้า  ,  ใต้คอมีสี เหลือบ มัน ม่วงอมฟ้า   มีเส้นสีเหลืองลากจากโคนปากบน  ไปเหนือตา และ อีกเส้นหนึ่ง  ลากจากโคนปากล่างลงไปใต้ขนคลุมหู   เป็นชนิดย่อย ชนิดเดียว ของ นกกินปลีอกเหลือง ที่มีคิ้ว เหนือ และ ใต้ตา   ซึ่งนกตัวผู้  ชนิดย่อย  ที่มีคิ้วสีเหลืองเหนือตา เพียงเส้นเดียว  มี   3  ชนิดย่อย  คือ   ornatus , flammaxillaris  ( คิ้ว สั้นมาก )  และ   frenatus 

    ชนิดย่อย    N . j . polyclystus    พบในสุมาตรา  โดยเฉพาะที่เกาะ  Enggano   คล้ายชนิดย่อย  ornatus  แต่ตัวใหญ่กว่า ปาก  หนา และ ใหญ่ , สีเหลือง ที่ลำตัวด้านล่าง สีสด ,  ลำตัวด้านบน สีเขียวเข้ม 

    ชนิดย่อย    N . j . proscelius    พบเฉพาะที่เกาะ  Car  Nicobar    นกตัวผู้  คล้ายชนิดย่อย  andamanicus  และ   klossi   แต่ตัวเล็กกว่า  และ มีเหลือบมันสีม่วง ใต้คอ

    ชนิดย่อย    N . j . rhizophorae   พบทางภาคเหนือ ของ เวียตนาม และ ที่เกาะไฮหนาน  นกตัวผู้แตกต่างจากชนิดย่อย  flammaxillaris  โดยมีแถบสีแดงเลือดนกปนน้ำตาล ( maroon )  ขวางกลางอก , ตัดขอบล่าง ด้วย เส้นสีเทาปนดำ  , ลำตัวด้านล่าง สีออก เทา ปน ขาว  ,  กลางท้องสีเหลือง  ,  หน้าผาก มี แถบแคบๆ สีฟ้าเหลือบมัน

    ชนิดย่อย    N . j . robustirostris   พบเฉพาะที่เกาะ  Banggai  และ  Sula  นกตัวผู้  เมื่อเทียบกับชนิดย่อย  feenatus  แล้ว  จะมีปาก  ยาวกว่า 

    ชนิดย่อย   N . j . woodi    พบในหมู่เกาะ  ของ ฟิลิปปินส์   เช่นที่เกาะ  Bongao  , Jolo , Sibutu , Tawitawi   เป็นต้น  นกตัวผู้   แตกต่างจากชนิดย่อย  aurorus  โดยมีกึ่งกลางคอ  เป็นสีเหลือบมัน ม่วงอมฟ้า

            นอกจากนี้   วงศ์  ( Cinnyris )  Nectarinia  jugulais  ยังแบ่งออกเป็นชนิดแยกย่อย ( Sub species )  ซึ่งไม่มีสีเหลืองที่ท้องเลย  หรือ มีเพียงแต้มสีเหลืองเล็กๆ   โดย  ส่วนใหญ่  มีท้องเป็นสีเหลือบน้ำเงินเข้ม และ ดำ  ตามที่บอกไว้ในตอนต้น ว่า  ไม่อยู่ในความหมายของคำว่า  นกกินปลีอกเหลือง  เลย  ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในชนิดย่อย  แต่ในอนาคต อาจถูกยกขึ้นเป็นชนิด   โดยเฉพาะ  ต่างหาก   ได้แก่

         ชนิดแยกย่อย   N . j . buruensis          พบในหมู่เกาะโมลุคกะ   โดยเฉพาะที่เกาะ  Buru    นกตัวผู้คล้ายชนิดย่อย   clementiae   ต่างกันที่ ปาก ยาวกว่า  คือปากปกติยาว 16 -17  มม.  แต่ชนิดย่อยนี้ปากยาว  18 -20   มม.  ท้องสีออกเทา  ต่างจากชนิดย่อย  keiensis  ตรงไม่มีแถบสีแดงเลือดหมู  คั่นที่กึ่งกลางอก และ  ขนคลุมหลังสีเขียวสดใส

        ชนิดแยกย่อย    N . j . clementiae       พบใน หมู่เกาะโมลุคกะ  โดยเฉพาะที่เกาะ  Seram ,  Boano ,  Ambon ,  Saparua ,  Nusa    Laut  และ  Watubela   นกตัวผู้ หลังสีออกเหลืองอมเขียว  ไม่มีแถบที่หน้า   ใต้คอ สีเหลือบม่วง  อกสีดำ  มีแต้มสีเหลืองนิดหน่อยพอสังเกตได้  ที่ข้างอก

        ชนิดแยกย่อย    N . j . keiensis       พบใน  หมู่เกาะโมลุคกะ  โดยเฉพาะที่เกาะ  Kai  นกตัวผุ้คล้ายชนิดย่อย  clementiae  แต่มีแถบสีแดงเลือดหมู  อ่อนกว่า  คั่นอยู่ระหว่างสีเหลือบม่วงที่ใต้คอ  หลังสีเหลืองทองอมเขียว    สีข้าง เหลืองอมเขียว มีแต้มเล็กๆมีเหลือง หรือ ส้มอมเหลือง  ลำตัวด้านล่างสีดำ มีแต้มเหลือบมัน  สีม่วงอมแดงเลือดหมู

        ชนิดแยกย่อย    N . j . idenburgi    พบใน  แนวเหนือ - ตะวันตก  ของนิวกินี และ  Sepik  Ramu  นกตัวผู้  ลำตัวด้านบนสีเขียวเข้มปนเขียวอ่อน   ลำตัวด้านล่างสีฟ้าอมเขียวเหลือบมัน  บางตัวมีแต้มเล็กๆสีเหลืองที่อก

        ชนิดแยกย่อย    N . j . teijsmanni    พบใน  Tanahjampea , Kalao , Bonerate , Kalaota และ  Madu   ชนิดย่อยนี้ นกตัวผู้ มีลำตัวด้านบน สีออกน้ำตาล   ,  ใต้คอ สีเหลือบม่วง  หรือ ม่วงอมเขียว   , คี่นขอบล่างด้วยแถบสีน้ำตาลแดงเข้ม  หรือ สีแดงเลือดหมู   ำลตัวด้านล่างถัดลงมาเป็นสีเหลืองมันสีดำ เหลือบม่วง  มีแต้มเล็กๆ สีเหลือง หรือ ส้มอมเหลือง   , นกตัวเมีย  ลำตัวด้านบน สีออกเทา อม เขียว

          

            นิสัยประจำพันธุ์    มักพบหากินโดดเดี่ยว หรือ เป็นคู่   แต่อาจพบเป็นฝูงขนาดเล็ก  ตามต้นไม้ที่กำลังออกดอกเต็มต้น   ปกติจะพบ เกาะ ตามกิ่งไม้ และ ต้นไม้ที่กำลังออกดอก  โดยสามารถเกาะได้ทุกระดับ  ทั้งแนวตั้งและแนวนอน รวมทั้งห้อยหัวลงมากินน้ำหวาน   จากดอกไม้ที่คว่ำดอกลง  หรือ บินกระพือปีกอยู่กับที่หน้าดอกไม้ เพื่อดูดกินน้ำหวาน  คล้ายนก Hummingbird  แต่กระพือปีกได้ช้ากว่า  และ ไม่สามารถบินถอยหลังได้   เป็นนกกินปลี ที่มักหากิน  และ ทำรัง ในบริเวณ ใกล้ที่อยู่อาศัย  ของ คน    การเกี้ยวพาราสีนกตัวเมีย  โดย ตัวผู้  จะเงยหน้าขึ้นข้างบน  เพื่อ อวดสีเหลือบมันที่ใต้คอ  โยกหัวไปทางซ้าย และ ขวา  เคยมีการติดแถบเครื่องหมาย  และ ติดตามเก็บข้อมูล  พบว่า นกกินปลีชนิดนี้ มีการย้ายแหล่ง หากินได้ไกลจาก ถิ่นเดิมถึง  24  กิโลเมตร 

 

            แหล่งอาศัยหากิน      พบในป่าหลายแบบ เช่น ป่าเต็งรัง  ป่าเบญจพรรณ  ป่าชายเลน  ป่าละเมาะ  ป่าโปร่งชายฝั่งทะเล  สวนผลไม้  สวนไม้ดอก  และ ทุ่งโล่ง  พบบ่อยมากในเมือง สวนสาธารณะ  สวนหย่อม  ในหมู่บ้านจัดสรร   พบตั้งแต่พื้นราบ ไปจนถึง ระดับ   915   เมตร จาก ระดับน้ำทะเล   อาหารได้แก่ น้ำหวานจากดอกไม้ บางชนิด  นอกจากนี้ ยังกินแมลง ที่มาตอม ดอกไม้ หนอน  เพลี้ย  แมลงขนาดเล็ก แมงมุม  เป็นต้น  

  

      

     ฤดูผสมพันธุ์ทำรังวางไข่    อยู่ในช่วงฤดูร้อน ถึง ต้นฤดูฝน  ระหว่างเดือน มีนาคม ถึง เดือนกรกฎาคม  ทำรังตามกิ่งไม้  หรือ พุ่มไม้เตี้ยๆ    สูงจากพื้นไม่ต่ำกว่า  1 .50  เมตร   แต่ไม่เกิน  9  เมตร  ทำ รังแขวนกับกิ่งไม้  ห้อยลงมาเป็น  รูปรียาว ตรงกลางป่องออกเป็นที่วางไข่   หางรังยาวลงมามาก  มีทางเข้าออกอยู่ด้านข้าง  เหนือปากรัง  มีกันสาดยื่นออกมาเล็กน้อย ป้องกันน้ำฝนไหลเข้ารัง   รัง สร้างจากวัสดุจำพวก หญ้าเส้นยาว  ใบหญ้า ใบไม้ สานกันหยาบๆ  เชื่อมให้ติดกันด้วย ไยแมงมุม   รองพื้นรังด้วย ดอกหญ้า  หรือ ผิวเปลือกไม้   มักตกแต่ง ภายนอก รัง ให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ด้วย ใบไม้แห้ง  เปลือกไม้  จนดูเหมือนกลุ่มใบไม้แห้ง  ที่ห้อยแขวนอยู่ตามไยแมงมุม   นกตัวเมีย มักหาวัสดุ และ สร้างรังเพียงตัวเดียว  นกตัวผู้จะคอยเฝ้า  มิให้นกชนิดอื่นมารบกวน หรือ แย่งวัสดุทำรัง   วางไข่ครอกละ 2  ฟอง  เปลือกไข่สีขาว  มีลายจุดสีเหลืองอมน้ำตาล  กระจายทั่วฟอง  ส่วนใหญ่นกตัวเมีย  จะฟักไข่  ใช้เวลาฟัก  13 - 14 วัน  นกทั้งสองเพศ  ช่วยกันเลี้ยงลูกอ่อน ใช้เวลา ราว  2  สัปดาห์  โดยป้อนด้วย  แมลง และ หนอน  

          การแพร่กระจายพันธุ์   พบในรัฐควีนส์แลนด์ และ ตามชายฝั่งของออสเตรเลีย , หมู่เกาะอันดามัน และ นิโคบา  , ฟิลิปปินส์ , ซุนดาใหญ่ , สุมาตรา , สุลาเวสี  , นิวกีนี  หมู่เกาะโซโลมอน  , หมู่เกาะโมลุคกะ , ภาคใต้ และ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ของ จีน , บางส่วนทางตอนใต้ ของ ลาว  และ ทุกประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ยกเว้นไม่พบ ทางภาคเหนือ ของ เมียนม่าห์  

                              

         สำหรับประเทศไทย   เป็นนกประจำถิ่น  พบบ่อยทั่วทุกภาค    เป็นทั้ง นกที่พบในเมือง และ ในป่า  ปรับตัวเองได้ดีมาก  อาศัย และ หากินได้ในสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน ได้ มากกว่า  นกกินปลีคอน้ำตาล   จึงคุ้นตานักดูนก  โดยเฉพาะ ผู้ที่อยู่ ใกล้สวนผลไม้ หรือ บริเวณที่มีต้นไม้ที่มีดอกให้น้ำหวาน   ในพื้นที่สีเขียว  แม้มีขนาดไม่กว้างนัก  เช่น  สวนหย่อม  สวนดอกไม้  ตามหมู่บ้านจัดสรร  เป็นต้น     ชอบทำรังใกล้บ้านคน  บางครั้งทำรังห้อยไว้ตาม กิ่งไม้  บริเวณกิ่งที่อยู่ ด้านนอก  พุ่มใบ  ในพุ่มไม้ใกล้หน้าต่าง  หรือ ประตูบ้าน   ,  ตามพุ่มไม้ขนาดกลาง  เช่น  ต้นเทียนหยด  ต้นแก้ว  ต้นพู่จอมพล   ต้นส้มเขียวหวาน   ต้นชมพู่   เป็นต้น

แหล่งข้อมูล  : " Sunbirds " by  Robert A . Cheke , Clive F . Mann and  Richard  Allen

                " นกในเมืองไทย " โดย  รศ. โอภาส  ขอบเขตต์

ภาพโดย  Photographer  :  ไชยา  ศิริมา  ( Chaiya  Sirima ) , ม.ล ธาตุทอง ทองแถม ( Tattong Tongtham )

                                            อายุวัต  เจียรวัฒนกนก ( Ayuwat  Jearwatanakanok ),  น.สพ. ไชยยันต์ เกษรดอกบัว ( Chaiyan  Kasorndorkbua )

                                           จิตพงศ์  เกื้อวงศ์ ( Chittapong  Kuawong )

ขอบคุณที่มาชม  กรุณาแวะมาเยี่ยมเยือนใหม่  โอกาสหน้านะครับ