เหลือ ที่อยู่ ให้ นก บ้าง MAKE ROOMS FOR BIRDS

นกหัวโตมลายู/  Malaysian Plover/ Charadrius peroni

                        การหานกหายากชนิดนี้ให้พบ  ยังยากน้อยกว่าการอนุรักษ์นกหายากชนิดนี้ให้คงอยู่

จัดทำโดย      bird-home.com

                    จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ผมเชื่ออยู่เสมอว่า  การเฝ้าติดตาม ค้นหานกหายาก  ไม่ใช่เรื่องยากที่สุด  ในการดูนก  แต่  ทำอย่างไรเราถึง จะ อนุรักษ์นกเหล่านั้นไว้ได้  กลับเป็นเงื่อนไขที่ลำบากที่สุด  และ หลายครั้งที่ ความพยายาม อันน่ายกย่องแบบนี้  ดำเนินไปโดยไร้บทสรุป

                    แน่นอน.....  รางวัลชั้นสูงสุดของนักดูนก ส่วนใหญ่  คงอยู่ที่การได้พบกับนกที่หายากที่สุด   สิ่งนี้คือความภาคภูมิใจ สำหรับโอกาสทองที่ได้สัมผัส  กับสิ่งที่น้อยคนนัก  จะได้เห็น ไม่ว่าจะเป็น  นกไต่ไม้สีสวย (Beautiful  Nuthach)    บนยอดดอยผ้าห่มปก  หรือ  นกเงือกปากย่น (Wrinkled Hornbill)   ในป่าดิบ ฮาลา - บาลา  สุดชายแดนภาคใต้  การพบนกหายากเหล่านี้  แลกมาด้วย  ความมุ่งมั่นและบากบั่นในการเดินทางไกล  เพื่อไปให้ถึงแหล่งที่นกอาศัยอยู่ ่  ผสมผสาน เข้ากับความพยายาม และ อดทน ในการค้นหา นก  ที่ซ่อนตัวอยู่จนพบ

                    ช่วงเวลาที่ได้พบนกหายาก คงเต็มไปด้วยความปลื้มปิติ  เสมือนหนึ่งได้คว้าชัยชนะให้กับตัวเ อง  แต่หากมอง ย้อนไป ในอีกด้านหนึ่ง ของการดูนก  การพบนกหายากกลับเป็นจุดเริ่มต้น  ที่นำไปสู่  สิ่งที่ท้าทาย และ ยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก  สำหรับคำถามว่า  เราจะช่วยกันอนุรักษ์ นก ชนิดนี้ ไว้ได้อย่างไร   สิ่งนี้เองเป็นภาระยิ่งใหญ่สำหรับนักดูนกทุกคน

                    ความสำเร็จ ในการอนุรักษ์นก   แม้เพียงน้อยนิด แต่ก็ยิ่งใหญ่เพียงพอ  ที่จะทำให้  การพบนกหายาก กลายเป็นเรื่อง ธรรมดาไปเลย  เพราะไม่ว่า  จะเป็นนกหายากมากที่สุดเพียงใด  แต่เราก็ยังมั่นใจได้ว่า  ด้วยสถานะภาพหายาก   ถึงอย่างไร นกชนิดนั้นก็ยังคงหลงเหลือ อยู่ในโลก  และ  ด้วยข้อมูลของ ถิ่นอาศัย ที่มีอยู่เฉพาะในพื้นที่เล็กๆ  จึงไม่ใช่เรื่องยาก ที่เรา จะได้พบนก ตัวที่ปรารถนา  ไม่ว่าจะอยู่ไกลสักเพียงใด  เว้นเสียแต่ว่า นก ชนิดนั้นจะเต็มไปด้วย ปริศนา  ของ สถานะภาพ แบบ  นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร   (White - eyed River - Martin / Psieudochelidon sirintarae )   ที่ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า  ยังมีเหลืออยู่ ในโลกหรือไม่

                    กรณีที่ชัดเจนที่สุด น่าจะได้แก่  นกแต้วแล้วท้องดำ  (Gurney's Pitta / Pitta gurney)  ที่นักดูนกทุกคนทราบดีว่า  เป็นหนึ่งในนกที่หายากที่สุด ในโลก  มีพื้นที่กระจายพันธุ์  อยู่ เพียงแค่ในป่าที่ราบต่ำทางภาคใต้ของไทย    และ ตอนใต้สุด ของพม่าเท่านั้น  และ ในปัจจุบัน   นกชนิดนี้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ อย่างมาก   เพราะจากากรทำลายป่าที่ราบต่ำ  ในช่วงเวลา ที่ผ่านมา  ทำให้ถิ่นอาศัยของนกแต้วแล้วท้องดำ  เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในโลก ที่ อำเภอคลองท่อม  จ. กระบี่

                    ด้วยเขตกระจายพันธุ์  ที่มีอยู่เพียงแห่งเดียว  และ จำกัด  อยู่ตามบริเวณป่าที่ราบต่ำผืนเล็กๆ   รอบๆ เขานอจู้จี้  ดังนั้น  แม้ว่านกแต้วแล้วท้องดำ จะเป็น นก ที่หายากตามสถานะภาพ  Rare resident  แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก  ที่เราจะพบนก แสนสวยชนิดนี้  ถ้าหากเดินทางไปที่ป่าทุ่งเตียว  ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาประ  - บางคราม  ถนนที่ตัดสู่ผืนป่า  ทำให้การ เดินทางไปดูนกหายาก  ของคุณ ค่อนข้างสะดวก  ถ้าโชคดีก็อาจพบนกได้ไม่ยาก  แต่ถ้าครั้งนี้ไม่พบ  โอกาส ก็ยังเปิด ให้สำหรับครั้งต่อไป    ตราบเท่าที่คุณหาเวลามาได้  ดังนั้น จึงมีนักดูนกมากมาย  ทั้งชาวไทย และ ต่างประเทศ  ได้มีโอกาส เห็นนกที่หายากชนิดนี้  ซึ่งสวนทางกับจำนวนนก ที่น้อยลงไปเรื่อยๆ 

                    คุณอุทัย  ตรีสุคนธ์  หนึ่งในทีมสำรวจ  ที่ค้นพบนกแต้วแล้วท้องดำ  อีกครั้ง ในปี พ.ศ.  2529   ได้กล่าวไว้เมื่อ 10  ปีที่แล้วว่า   "แม้เราจะดีใจ  ที่สามารถ ค้นพบนกแต้วแล้วท้องดำสำเร็จ  แต่ขณะเดียวกัน  เราก็เกิดความหวั่นใจ และ หนักใจ ตามมา  เนื่องจากตลอดระยะเวลา 4 ปี  ของการค้นหา  เราเคย คิดว่า  ช่างเป็นกิจกรรมที่ยากลำบากเสียเหลือเกิน  ทว่า...มาบัดนี้  สิ่งที่ยากกว่ามากก็คือ  เมื่อพบแล้ว  เราจะทำอย่างไร จึงสามารถ  รักษานกชนิดนี้  ให้คงอยู่คู่กับ ประเทศ ของเรา และ โลกได้"

                    หลังจากการค้นพบครั้งนั้น  แผนการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำ  ได้เริ่มขึ้นอย่างเร่งด่วน  และ ดำเนินมา จนถึง วันนี้  แรงกาย ความคิด และ เงินทุน จำนวนมาก ถูกใช้ไปในการปฎิบัติ  เพื่ออนุรักษ์นกชนิดนี้  ท่ามกลางความร่วมมือ จากหน่วยงานต่างๆ  ทั้งของไทยและต่างประเทศ  สภาพพื้นที่ได้รับการ ประกาศ คุ้มครองจากป่าสงวน เป็น  เขตห้ามล่าสัตว์ป่า  จนมาถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  พร้อมกันนั้น  ชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบป่า  ได้รับการช่วยเหลือ ให้มี คุณภาพ ชีวิตดีขึ้น  แต่ดูเหมือนว่า    ความสำเร็จของโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้  ยังอยู่อีกห่างไกล  พื้นที่ป่าที่ราบต่ำ ยังคงถูก บุกรุก  ไม่ต่าง ไปจากเมื่อ  10  ปี ที่แล้ว  แถมปัญหายังทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี

                    และ  การเดินทางคงดำเนินต่อไป  จนถึงวันสุดท้าย  เมื่อ  นกแต้วแล้วท้องดำได้สูญพันธุ์ไป  พร้อมกับ  ป่าที่ราบต่ำ  ตอนนั้นสถานะ  Extinct  คงถูกนำมาใช้  เมื่อนักดูนกไม่สามารถพบนกชนิดนี้ได้อีกต่อไป

                    การค้นพบนกแต้วแล้วท้องดำ และ  การอนุรักษ์ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้  เป็น อุทาหรณ์ที่ชัดเจน  สำหรับความลำบาก ในการดำเนินงาน อนุรักษ์นก ของเมืองไทย  หนทาง  ในการการแก้ไขปัญหาต่างๆ  ที่เกิดขึ้นกับนกและธรรมชาติ  แสดงภาพ ให้เห็นชัดเจนว่า   การอนุรักษ์นั้น  ยากกว่าการค้นหา นก หลายเท่า  ไม่ว่านกชนิดนั้นจะเป็นนกที่หายากเพียงใด  ก็ตาม   และ กรณีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแก่นกแต้วแล้วท้องดำเพียงชนิดเดียว    แต่นกในเมืองไทย  อีกมากมาย  กำลังตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้    ซึ่งในจำนวนนั้น  ต้องรวมเอา  นกหัวโตมลายู  (Malaysian plover)    ไว้ในอันดับต้นๆ

                    นกหัวโตมลายู  เป็นนกประจำถิ่น  ที่อาศัยอยู่ตามหาดทรายชายทะเล  ดังนั้นนักดูนกส่วนใหญ่อาจจะคิดว่า  นกชนิดนี้  คงพบเห็นได้ทั่วไป ตามแนวชายหาดที่ยาวเหยียด   ของประเทศไทย    ทั้งฝั่งอ่าวไทย และ ทะเลอันดามัน  แต่ในสภาพ   ที่เป็นจริง  กลับไม่ใช่เช่นนั้น    เพราะแหล่งอาศัยของ นกขนาดเล็กชนิดนี้  กำลังถูกคุกคามอย่างหนัก  จาก กิจกรรมของมนุษย์  ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว  หรือ การพัฒนาที่ดิน  ส่งผลให้  นกหัวโตมลายู  สูญหายไป จากแหล่งอาศัย ตามหาดทรายทั่วทุกแห่ง  พร้อมไปกับสถานะภาพที่กลายเป็น  นกหายาก  และ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์  ไปจากประเทศไทย

                    เป็นไปได้อย่างไรกัน   นักดูนกที่เคยเห็นนกหัวโตมลายูที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด  จ.ประจวบคีรีขันธ์  คงต้องคิดอย่างนั้นแน่ๆ  เพราะตาม หาดทราย ที่เขาสามร้อยยอด  ยังคงเห็นนกหัวโตมลายู  วิ่งไปมาได้ไม่ยาก  แล้ว  นก ชนิดนี้จะเป็นนกหายากได้อย่างไรกัน

                    แต่  ทราบไหมว่า  หาดทรายในเขตอุทยานฯเขาสามร้อยยอด  เป็นแหล่งสุดท้าย  ในประเทศไทย  ของ นกหัวโตมลายู  ในปัจจุบัน แน่นอน คุณต้อง ได้เห็นนกที่หายากชนิดนี้แน่ๆ  เมื่อไปสามร้อยยอด  แต่ในขณะเดียวกัน  เราจะทำอย่างไร  กับ การพัฒนาที่ดินแปลงใหญ่  ที่กำลังคุกคาม ถิ่นอาศัยของ นกหัวโตมลายู  อยู่ในขณะนี้

ตอนนี้  คำถามเก่าๆ  ได้กลับมาอีกแล้วว่า "เราจะอนุรักษ์นกหัวโตมลายูไว้ได้อย่างไรกัน"

        นกหัวโตมลายู

(Malaysian Plover/Charadrius peronii)

                                        อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด  เป็น อุทยานที่อุดมสมบูรณ์ และ มีพื้นที่ชุ่มน้ำหลากหลายถึง  11 ประเภท  เช่น ทุ่งน้ำจืด ลำคลอง ธรรมชาติ ที่ลุ่มน้ำกร่อย ป่าชายเลน หาดโคลน หาดเลน   ฯลฯ    แต่ยังมีพื้นที่ชุ่มน้ำอีกประเภทหนึ่ง ซึ่ง คนส่วนใหญ่  มักเข้าใจว่า  ไม่น่าจะมีความอุดม สมบูรณ์  ทาง  ระบบนิเวศ หรือ  มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้  นั่นคือ  ชายหาด  หรือ  หาดทราย   

                                        พื้นที่ด้านจะวันออก  ของ  อุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด  ตั้งแต่  ริมทะเลจนถึงเชิงเทือกเขาหินปูน   ในทางวิชาการ จัดให้เป็น  ที่ราบ ชายฝั่งทะเล  ( Coastal  plain )   ทั้งหมด   เพราะเป็นบริเวณที่ยังได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลอยู่มาก    ถ้าปล่อยไว้ตามธรรมชาติ   จะ  วิวัฒนาการไปสู่ ระบบนิเวศ ชายหาดที่สมบูรณ์     แต่ในความเข้าใจของคนทั่วไป    ชายฝั่งทะเล  ก็คือ   หาดทรายที่ติดทะเลเท่านั้น  บริเวณด้านตะวันออก  ของ  เทือกเขาสามร้อยยอด  ในปัจจุบัน    จึงเป็นที่ตั้งของชุมชนหลายหมู่บ้าน  ไม่ถึง  10  ปีที่ผ่านมา     พื้นที่ส่วนใหญ่  ถูกเปลี่ยนเป็น  นากุ้ง   เกือบทั้งหมด  ระบบนิเวศชายหาด จึงเหลืออยู่ เฉพาะ  ตาม หาดทรายผืนเล็กๆ  บริเวณอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด  เท่านั้น    และ  หาดเขาแดง  คือ  ชายหาดธรรมชาติที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์  มากที่สุด    ในบริเวณดังกล่าว

                                            คลองเขาแดง  เป็น  ลำคลองสายสั้นๆ  ที่ไหลมาจากเขาแดง  ทางด้าน  ทุ่งสามร้อยยอด  แล้วมาออกทะเล บริเวณชายหาด ด้าน ทิศตะวันออก  หาดทรายแห่งนี้  จึง   ได้ชื่อว่าหาดเขาแดง  แนวชายหาดอันเงียบสงบนี้  อุดมไปด้วย  อินทรียวัตถุ  จากปากคลอง   มีนกชายเลนนับหมื่นนับแสน  ชีวิต   มาอาศัยอยู่ในช่วงฤดูหนาว   สถานที่แห่งนี้เอง  ที่เราจะพบเห็นนกหัวโตมาลายู  เดินหากินอยู่บนชายหาด  ริม ทะเล  ทุกครั้งที่ไปเยือน

                                นกหัวโตมลายู   เป็นนกขนาดเล็ก  ความยาวลำตัวประมาณ 15  ซม.  ในวงศ์  นกกระแตและนกหัวโต (Charadriidae)    ที่จัดอยู่ในสกุล นกหัวโตขนาดเล็ก  ซึ่งพบอาศัย อยู่ประจำถิ่นในประเทศไทย  และ มีถิ่นอาศัยต่างจากนกในสกุลเดียวกันชนิดอื่น      ตรงที่ ชอบ อาศัยอยู่ตาม หาดทราย ชายทะเล  มากกว่าหาดเลน  มีขนาดเล็ก  ยาวประมาณ  15 ซม.   ลักษณะและสีสันคล้ายคลึงกับนกหัวโตขนาดเล็กทั่วไป  แต่     นกหัวโตมลาย ูจะไม่ผลัดขนเปลี่ยนสี ในช่วงฤดูผสมพันธุ์

                            ลักษณะของนก     นกหัวโตมลายู  มีรูปร่างเพรียว  ปีกเรียวแหลม  หัวโต  คอ และ ปากสั้น  ปากสีดำ  และ มีสีน้ำตาล เล็กๆอยู่ตรง โคนปาก ล่าง  ม่านตาสีน้ำตาล  ขาค่อนข้างยาว  เมื่อเทียบกับขนาดลำตัว  มีทั้งสีเหลือง   ไปจนถึงเทาอ่อน  ตัวผู้และตัวเมียมีสีสันต่างกัน  ตัวผู้มีสีขาวตรงหน้าผาก ค่อนข้างใหญ่แต่คิ้วสั้น  ตรงหัวตามีเส้นสีดำ  และ  มีแถบสีดำบริเวณหู  กระหม่อมช่วงหน้าสีน้ำตาลแดง  ส่วนกระหม่อมช่วงหลัง  และ ท้ายทอยสีน้ำตาลอมเทา  วงรอบคอสีขาว  ต่อด้วยแถบ สีดำ ลากจาก   ข้างอก  วนรอบจนไปถึงอีกข้างหนึ่ง  ซึ่งแถบสีดำนี้จะแผ่ขยายกว้างออกไป  บริเวณหลังช่วงบน  บางตัว แถบสีดำ อาจมาบรรจบกันที่กลางอก  ด้านบนลำตัวสีน้ำตาลอมเทา  ขนปลายปีกสีน้ำตาลเข้ม  และ มีแถบสีขาว ลากจากเส้นขน ด้านในเส้นที่ 5   ไปจนสุดขนปลายปีก    ขนกลางปีกด้านนอกมีสีขาวอยู่ตรงโคนขน  และ ปลายขนคลุมปีกใหญ่มีสีขาว  หางช่วงกลางสีน้ำตาลเข้ม  ตรงขอบตะโพก  และ  ขนคลุมโคนหางสีขาว    ซึ่งสีขนบนปีก  และ  หางจะสังเกตได้ในขณะที่นกบิน  ส่วนด้านล่างลำตัวมีสีขาว

                  แถบสีดำ บริเวณหน้าผาก และ ช่วงอก  ของนกตัวผู้  สันนิษฐานว่า  เป็น ส่วนที่    ใช้สำหรับข่มขวัญ  นกตัวอื่น  เพราะตั้งอยู่ในตำแหน่งที่    สามารถ มองเห็นได้ชัดเจน  ขณะเผชิญหน้ากัน  นกตัวผู้สองตัว ที่กำลังแย่งชิงอาณาเขต    จึงข่มขวัญกันโดย   ยืนหันหน้าเข้าหากันอยู่นิ่งๆ  แล้ว  แสดงส่วนหน้าผาก ให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็น  แถบสีดำคล้ายมงกฎ  นี้  ปรากฎ  อยู่ในนกหัวโตขนาดเล็ก    25  ชนิดทั่วโลก

                                   นกตัวเมีย      จะคล้ายกับตัวผู้  แต่  สีดำตรงหัวและอกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมน้ำตาลแดงจางๆ    และจะสังเกต ได้จากลายสีน้ำตาล อมดำ   บริเวณอกและกระหม่อม  ช่วงหน้ากระหม่อม  มีสีเหลืองอ่อนแซมอยู่เล็กน้อย  ส่วนใหญ่เป็น สีน้ำตาลอ่อน   หลังคอเป็นวงสีขาว  ซึ่งบางตัวอาจแคบมาก   ส่วนนกโตไม่เต็มวัยคล้ายกับตัวเมีย  แต่ไม่ค่อยมีสีน้ำตาลอมดำ

                    นกหัวโตมลายูมีขนาดและสีสันใกล้เคียงกับ  นกหัวโตขาดำ  (Kentish Plover)     แต่หัวเล็กกว่า   ปากสั้นกว่า  แต่ตรงโคนหนากว่า  และ บางตัว แถบดำที่อกจะยาวต่อกัน  ลำตัวก็สั้นกว่าด้วย  ในขณะที่  ขาของนกหัวโตมลายูจะยาว  และ มีสีจางกว่าขาของนกหัวโตขาดำ  ที่มีขาสีเทาคล้ำ  ที่สำคัญคือ  เรามักพบ นกหัวโตขาดำในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์   ดังนั้น  จึงต่างจากนกหัวโตมลายูตรงที่ไม่มีสีดำ  และ น้ำตาลแดงที่หัวและอก 

                                    การใช้ชีวิตด้วยการ   วิ่ง  เป็นหลัก  ทำให้นกหัวโตมลายู  มีนิ้วตีนสามนิ้ว    ยื่น ไปข้างหน้า  มีแผ่นพังผืดตรงโคนนิ้ว  เล็กน้อย  เพื่อทรงตัวได้ถนัดเวลายืน  หรือ  เคลื่อนที่  ส่วนนิ้วที่   4  ซึ่งใช้ในการเกาะคอน  ได้หดหายไป    จึงไม่เคยเห็นนกหัวโตมลายู  เกาะ  พักบนกิ่งก้านต้นไม้  หรือ  พุ่มไม้เล็กๆ  ริมชายหาด  เลย  

                              แหล่งกระจายพันธุ์      นกหัวโตมลายู  มีถิ่นกระจายพันธุ์อยู่เฉพาะในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  เท่านั้น  โดยพบได้ตั้งแต่ชายฝั่งทาง ตอนใต้ของเวียตนาม  เขมร ไทย มาเลเซีย  ฟิลิปปินส์  สุมาตรา   บอร์เนียว สุลาเวสี  บาหลี ไปจนถึงติมอร์  ของอินโดนีเซีย  ดังนั้นเมื่อมีเขตกระจายพันธุ์  ค่อนข้าง จำกัด  นกหัวโตมลายูจึงมีเพียงชนิดเดียว  ไม่พบว่ามีชนิดย่อยอื่นอีกด้วย

                                ลักษณะการหากิน      นกหัวโตมลายู  จะหากินเงียบๆ  เป็นคู่ หรือ กลุ่มเล็กๆอยู่ตามแนวหาดทรายชายทะเล  โดยเฉพาะในบริเวณ ที่มีก้อนกรวด  หรือ  เศษเปลือกหอย เกลื่อนอยู่   และ มักแยกออกมาหากินอยู่ตามลำพัง  ไม่รวมฝูงปะปน อยู่กับนกชายเลนอื่นๆ   ชอบเดิน  หรือ  วิ่งหยุดๆ   เป็นจังหวะ  เช่น วิ่งหรือเดิน   2 - 3 ก้าว  จึงหยุดจิกอาหาร ตามพื้นทราย สลับไปเรื่อยๆ  อาหารได้แก่  แมลง  หอย และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเล็กๆ  นอกจากนี้ ยังชอบวิ่งไปบนพื้นทรายอย่างรวดเร็ว  สลับกับการหยุดและยืนนิ่งบนพื้นทราย   ที่เป็นเช่นนั้น  เพราะ นกหัวโตมลายู  จะจิกกินเหยื่อได้เฉพาะบริเวณผิวดิน  เท่านั้น    ไม่สามารถจิกลงไปกินเหยื่อ  ที่ฝังตัว อยู่ใต้ดินลึกๆได้    จึงต้องอาศัย  สายตา  จับความเคลื่อนไหว  ของเหยื่อ  จัดได้ว่า  เป็น  พวกหากิน   โดยใช้ สายตา  เป็นหลัก    (sight feeding )   การหยุดนิ่งอยู่กับที่  ทำให้นก  ใช้สายตา จับทิศทางรอบตัวได้ดีขึ้น  ถ้ามีการเคลื่อนไหวใดๆ  บริเวณผิวดิน  นกก็จะวิ่ง ตรงเข้าไปจิกกิน  ทันที  ขณะวิ่ง    นกจะย่อหัวลงต่ำกว่าลำตัวเสมอ  เพื่อการทรงตัว  ที่ดี  และ  สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า  ได้อย่างรวดเร็ว  หากหยุดรออยู่ ครู่หนึ่ง  แล้ว  ยังไม่มีเหยื่อโผล่ขึ้นมา  นกก็จะเดินเร็วๆ  ต่อไป

                            เหยื่อ  ของ นกหัวโตมลายู  ส่วนใหญ่  เป็น สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  ที่อาศัยอยู่บริเวณหาดทราย  เช่น   ไส้เดือนทะเล  ตัวหนอน และ ตัวอ่อน ของสัตว์น้ำทั้งหลาย  สัตว์พวกนี้  ปกติ จะอาศัยฝังตัวอยู่ในหาดทราย  ไม่ค่อยขึ้นมาอยู่บนผิวดิน  ให้นกหัวโตมลายู   จับ ได้ง่ายๆ  นกหัวโตมลายู   จึงชอบ หากิน อยู่  ตาม  แนวทราย    ใกล้กับที่น้ำทะเลสาดซัดฝั่ง  เพราะ  น้ำทะเลจะทำให้บริเวณชั้นทราย   มีการเปลี่ยนแปลง   และ  กระตุ้นให้สัตว์น้ำ  ที่อยู่ในทราย  เคลื่อนไหว   เมื่อมองเห็นเหยื่อขยับตัว  หรือ  เห็นเหยื่อถูกน้ำซัดขึ้นมาอยู่บนผิวดิน  นกหัวโตมลายู  ย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป

                        นกหัวโตมลายูมีสีสันที่กลมกลืนไปกับพื้นทราย  จะทำให้มองเห็นตัวนกได้ยาก และ ในเวลา วิ่งจะย่อหัวต่ำกว่าลำตัวเสมอ  ปกติจะไม่ค่อย ตื่นกลัว  สามารถเข้าไปใกล้ๆได้  จนกระทั่งนกรู้สึกไม่ปลอดภัย  จึงวิ่งหนีไป  หรือหากเข้าไปใกล้มาก  นกก็ใช้วิธีบินหนี  ซึ่งมักจะส่งเสียงร้องนุ่มๆเบาๆ  ดัง "วิท" หรือ    "วิด"  ด้วย

                                    นอกฤดูผสมพันธุ์    นกหัวโตมลายู  ชอบหากินอยู่อย่างโดดเดี่ยว  หรือ  ถ้าเป็นกลุ่ม ก็ เป็นกลุ่มเล็กๆ  หากินอยู่ห่างกัน  มีอาณาเขต ของตัวเอง  แม้ในช่วงที่มีนกอพยพย้ายถิ่นเข้ามา  เป็นจำนวนมาก  นกหัวโตมลายู  ก็  ไม่ชอบหากินปะปน  กับ  นกชายเลนชนิดอื่น  ไม่ใช่ว่า  เจ้าของบ้านผู้นี้  เย่อหยิ่ง  หรือ  ไม่ยินดีต้อนรับเหล่านกชายเลนต่างชนิด    แต่  ถ้ามีนกตัวอื่นหากินอยู่ใกล้ๆ  จะทำให้  เหยื่อ ที่นกหัวโตมลายูกำลังรอคอยให้โผล่ขึ้นมาสู่ผิวดิน ตื่นตกใจ และ ฝังตัวอยู่อย่างสงบ    นิสัยชอบอยู่โดดเดี่ยว  นี้  มีข้อยกเว้น  เช่นกัน  คือ  ถ้า เป็นช่วงที่ตัวอ่อนของสัตว์น้ำ  มีชุกชุม  นกหัวโตมลายูก็เลือกที่จะหากิน ร่วม กับนกชนิดอื่นๆ  เพื่อจะได้เรียนรู้ว่า  บริเวณใด  มีอาหารซ่อนอยู่ชุกชุม  นกหัวโตมลายู  จะได้มาเฝ้ารอเหยื่ออยู่บริเวณเดียวกัน    แทนที่จะเอาแต่  วิ่งหน้าตั้ง แล้วผิดหวังอยู่เรื่อยๆ  หรืออีกกรณีหนึ่ง    ที่นกหัวโตมลายูอยู่รวมฝูงกัน  หรือ  ยอมอยู่ปะปนกับนกชนิดอื่น  เมื่อ  มีเหยี่ยวมาบินวนเวียนอยู่ใกล้บริเวณหากิน    การอยู่รวมกันเป็นฝูง ย่อมทำให้  นกหัวโตมลายู  ตก เป็นเป้าสายตาน้อยกว่า  และ เมื่อ เหยี่ยวพุ่งตัวลงมาจับเป้าหมาย  ฝูงนกที่แตกฮือ    จะทำให้เหยี่ยวสับสน  และ พลาดเป้าได้ง่าย   จำนวนนกหัวโตมลายูที่อยู่รวมฝูงกันมากที่สุด  ที่เคยมีการบันทึกคือ  27   ตัว  แต่ที่หาดเขาแดง  เคย พบอยู่รวมกันอย่างมากไม่เกิน  4 - 5  ตัว

                                   ฤดูผสมพันธุ์       ชายหาดเขาแดง  ยามผ่านพ้นช่วงฤดูหนาว  จึงเหลือเพียงนกหัวโตมลายู  เดินหากินเพียงลำพัง  คล้ายจะเงียบเหงา  แต่ ความจริง ช่วงเวลาดังกล่าว  เป็น ช่วงที่นกหัวโตมลายูคึกคักที่สุดในรอบปี    เพราะ เมื่อนกชายเลนอื่นๆกลับบ้านเพื่อจับคู่ทำรัง  ก็ ถึงเวลาที่เจ้าของบ้านจะหาคู่  เพื่อ สืบทอดเผ่าพันธุ์ของตนเช่นกัน  แถมไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงไซบีเรีย  เพราะ  หาดเขาแดงแห่งนี้ คือ  บ้านอันสงบสุขอยู่แล้ว

                            นกชายเลนส่วนใหญ่ จะ ผลัดขนชุดใหม่  ก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูผสมพันธุ์  ขนสีน้ำตาลมอๆ  กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ที่ใช้พลางตัว ในช่วง ย้ายถิ่น  จะถูกเปลี่ยนเป็นขนสีสวยสด เพื่อ ใช้เกี้ยวพาราสี  แต่ นกหัวโตมลายูไม่ผลัดขนในช่วงนี้  ทั้งที่นกหัวโตขนาดเล็กส่วนใหญ่  ต่างผลัดขนให้สีสวยขึ้น  นกที่ผลัดขนแล้ว  มีลักษณะสีสัน ใกล้เคียงนกหัวโตมลายูมากที่สุด  คงจะเป็นนกหัวโตขาดำ  (Charadrius alexandrinus )   การจำแนกนกทั้งสองชนิดนี้ อาจทำได้  โดยสังเกตว่า  ลำตัวของนกหัวโตมลายูจะเพรียวกว่า  ปากค่อนข้างสั้นกว่า  หรือ  ส่วนขา  ซึ่ง นกหัวโตขาดำ    มีขาสีเทาคล้ำ  ไม่ซีดจาง  อย่างขาของ นกหัวโต มลายู  แต่จุดสังเกตที่ง่ายแก่การจำแนกชนิด  คือ  แถบหน้าอกสีดำของนกหัวโตขาดำ  จะเป็นแถบกว้าง  ไม่เป็นเส้นยาวต่อเลยออกไป ถึง ช่วงต้นคอ เหมือน นกหัวโตมลายู  นอกจากนี้  เรามักจะไม่พบนกหัวโตขาดำ  ในช่วงฤดูผสมพันธุ์บ่อยนัก  เพราะ  นกจะย้ายถิ่นกลับไปทางเหนือก่อนแล้ว  การที่นกหัวโตมลายู ไม่ผลัดขน  เพื่อ  เปลี่ยนสีขนให้สวยขึ้น  ชวนให้สงสัยว่า  นกหัวโตมลายูตัวผู้ใช้กลวิธีใด  ดึงดูดตัวเมีย

                                เท่าที่เฝ้าสังเกตลักษณะ และ พฤติกรรมของนกในช่วงดังกล่าว  พบว่า  แม้นกหัวโตมลายูจะไม่ได้เปลี่ยนสีขน  แต่ก็  ผลัดขนชุดเดิมแล้ว  ช่วงท้ายทอยของนกหัวโตมลายูตัวผู้  ยามนี้  จึงมีสีออกส้มมาก  เมื่อ  สะท้อนแสงแดดตอนกลางวัน  ก็จะเห็นว่า   สวยงามกว่าทุกช่วงในรอบปี  แถบสีดำ บริเวณ หน้าผาก  ที่เคยใช้ข่มขวัญคู่ต่อสู้  ก็  เข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  แต่ ตอนนี้  แทนที่จะดูน่ากลัว    กลับคล้ายนกหัวโตมลายูเพศผู้  สวม  มงกุฎสีดำอันเล็กอยู่บนหัว  ใช้ดึงดูดเพศตรงข้ามอย่างได้ผล  

                    เป็นไปได้ว่า  แถบสีดำนี้ช่วยในการจำแนกเพศกันได้    เพราะเคยมีการศึกษานก  Northern Flicker  ในทวีปอเมริกาเหนือ   โดยทดลองเอาสีดำ แต้มที่แก้มของนกเพศเมียที่มีคู่แล้ว    ปรากฎว่า นกตัวผู้ที่เป็นคู่ของมันไล่จิกตีเจ้าสาวแก้มดำจนกระเจิง   เพราะเข้าใจผิดว่า  เป็น นกตัวผู้ตัวอื่นล่วงล้ำ  เข้ามา ในอาณาเขต   (นกหัวขวานพันธุ์นี้ เพศผ้ต่างจากเพศเมียตรงที่มีแถบสีดำพาดอยู่ใต้ตา  เท่านั้น )   

                                        ในช่วง  ปลายเดือน  มีนาคม ถึง เดือน พฤษภาคม  แม้หาดเขาแดงจะไร้เงาเหล่านกอพยพย้ายถิ่น    แต่เราจะได้เพลิดเพลิน  กับภาพ นกหัวโตมลายู  วิ่งไล่จับกันเป็นคู่ๆ  บางช่วงชองการเกี้ยวพาราสี  นกคัวผู้จะหาอาหารมาป้อนตัวเมียด้วย  

                                    รังของนกหัวโตมลายู     เป็นรูปแบบของรังนกโบราณมากที่สุด  มีลักษณะคล้ายกับรังของสัตว์เลื้อยคลาน  ที่เป็นแอ่งบนพื้นดิน   ซึ่งสะท้อนถึงวิวัฒนาการของนกในยุคแรกๆ  ที่ยังคล้ายคลึงกับสัตว์เลื้อยคลานอยู่   คือ  จะไม่ทำรังบนต้นไม้  แต่เลือกวางไข่บนพื้นดิน  โดยอาศัยสีของเปลือกไข่  ที่มีความกลมกลืน  กับ สภาพแวดล้อม  พรางตาศัตรู  เปลือกไข่นกหัวโตมลายู  จึงมีสีเนื้อ  และ มีลายสีน้ำตาลอมดำ  กระจายอยู่ทั่ว  หลักการนี้พิสูจน์แล้วว่า   นกหัวโตมลายู  นำมาใช้อย่างได้ผล   เพราะถ้าไม่สังเกตตำแหน่งของพ่อแม่นก เราแทบไม่มีโอกาสรู้เลยว่า  รัง และไข่ ของนกหัวโตมลายู  อยู่ ณ  ตำแหน่งใด บนผืนทรายสีน้ำตาลอันกว้างใหญ่    แม้ไข่จะวางอยู่ตรงหน้าผู้เพ่งหาอยู่ไม่กี่เมตร       

                        เคยมีผู้ศึกษาว่า   การทำรังแบบแอ่งบนดินนี้  เป็น ผลสืบเนื่องมาจากพฤติกรรมการเกี้ยวพาราสี  ระหว่าง นกตัวผู้ และ นกตัวเมีย  E . A. Armstrong   นักปักษีวิทยาชาวอังกฤษ  ได้สังเกตพบพฤติกรรม  เช่นนี้  ในนก นางนวล  เมื่อตัวผู้บินคาบปลามาเพื่อจะป้อนให้ตัวเมีย  ที่รออยู่บนพื้นดิน  นกตัวเมีย จะแสดงอาการดีใจ  โดยก้มหัว และ  หน้าอก  ลงแนบพื้น  พร้อมทั้งใช้ตีนถีบทรายไปด้านหลัง     ครั้นนกตัวผู้บินวนไปรอบๆ   นกตัวเมียจะหมุนตัว ตามไปด้วย    ทำให้พื้นดินใต้ท้องนก  เกิดเป็นแอ่งขึ้น  เมื่อผสมพันธุ์กันเสร็จ  นกตัวเมียก็ใช้แอ่งดังกล่าว เป็นที่วางไข่ ได้ทันที   นกหัวโตมลายู     อาจไม่ได้สร้างแอ่งทราย ด้วยวิธีพิสดารแบบนี้  แต่น่าจะเกิดจากพฤติกรรม  ระหว่างการ จับคู่เช่นกัน

                        นกหัวโตมลายู    จะเริ่มสร้างรังวางไข่  ในราวเดือนมีนาคม - มิถุนายน  โดยทำรัง อยู่ตาม พื้นทราย    ที่อยู่เลยแนวน้ำทะเลขึ้นสูงสุด  นกจะวางไข่ครั้งละ  2 - 3 ฟอง  บนพื้นทรายที่ทำเป็นแอ่งเล็กๆ  บางรัง  อาจมี ก้อนกรวด  หรือ เปลือกหอยล้อมรอบ    ไข่มีสีเนื้อ และ มีลายสีน้ำตาลอมดำ  หรือ ดำ  กระจายอยู่ทั่ว  ทั้งไข่ และรัง มีสีสันกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม จึงเสี่ยงต่อการถูกเหยียบจนเสียหาย  หากบริเวณนั้นมีผู้คนพลุกพล่าน   และ มักถูกเก็บไป เมื่อมีคนไปพบ  นี่เอง  ที่เป็นเหตุผลว่า  ทำไมนกหัวโตมลายู จึงไม่อาจดำรงชีวิต และ ขยายพันธุ์  อยู่ได้  ตามหาดทรายที่ถูกรบกวนจากมนุษย์

                                เมื่อมีรังพร้อมแล้ว    นกหัวโตมลายูตัวเมียจะทยอยวางไข่วันละฟอง   จนครบ  ปกติแต่ละรังจะวางไข่ประมาณ  3   ฟอง   ไข่ของนกหัวโต มลายูเป็นรูป  ลูกข่าง ยาวประมาณ  2 - 3 ซม.  ขนาดและรูปทรงคล้ายไข่นกกระทาที่เราคุ้นเคย  แต่ ไข่ของนกหัวโตมลายู  มีจุดกระสีดำน้อยกว่า  

                                หลังวางไข่  นกทั้งสองเพศมีภาระดูแลรักษาไข่ในรัง  ไปจนกว่าไข่จะฟักเป็นตัว  ยามนี้ทั้ง  พ่อ และแม่นก  จึงวุ่นอยู่กับการ  วิ่งเข้าวิ่งออกรัง  ผลัดกันกกไข่  นกหัวโตมลายูไม่ได้นั่งทับไข่เพื่อส่งผ่านความอบอุ่นให้แก่ตัวอ่อนในไข่  เพราะสภาพอากาศบริเวณชายหาดตอนกลางวันนั้น   ร้อนระอุเกินพอ อยู่แล้ว    นกหัวโตมลายู  จึงต้องนั่งยองๆ  คร่อมไข่ไว้เพื่อบังแสงแดดให้แก่ลูกน้อยในไข่  ไม่ให้อุณหภูมิภายใน ไข่  สูงเกิน  45  องศาเซลเซียส  ซึ่ง จะเป็น อันตราย แก่ไข่ได้     ในตอนใกล้เที่ยงจนถึงบ่าย  นกหัวโตมลายูพ่อแม่ จึงต้องทนเมื่อยยืนบังแดดไห้  แต่ถ้าเป็นช่วงเช้า  หรือ  เวลาแดดร่มลมตก  พ่อแม่นก สามารถวิ่งหากินไปไหนต่อไหนได้ตามปรกติ

                                   ในฤดูวางไข่ นกหัวโตมลายู  แต่ละคู่  มีอาราเขตหากินไม่ไกลจากรังมากนัก  รังของแต่ละครอบครัว  จะอยู่ห่างกัน ตามปรกติ แนวชายหาดระยะ  1  กิโลเมตร  สามารถพบนกหัวโตมลายูทำรัง  อยู่ใกล้กันหลายๆรัง  เช่น  ที่พบบนหาดเขาแดง   

                                    หลังจาก  พ่อแม่นกยืนบังแดดให้ไข่ในรังครบสองสัปดาห์    ตัวอ่อนภายในก็เจริญเติบโต  ถึงเวลา   จิกเปลือกไข่ออกมาสู่โลกภายนอก  ขั้นตอนตั้งแต่ไข่เริ่มกระดุกกระดิก  ด้วย   แรงสั่นสะเทือนจากภายใน  จนกระทั่งลูกนกสามารถกะเทาะ เปลือกไข่ ให้แตกออกได้  กินเวลาเกือบครึ่งวันทีเดียว  ลูกนกหัวโตมลายู  ที่เพิ่งออกจากไข่ จะมีขนปกคลุม ลำตัว  และ  เมื่อออกมาพักสักครู่  ลูกนกก็สามารถลืมตา  และ  เริ่มเดินเตาะแตะได้ทันที  ลูกนกหัวโตมลายู จึงจัดเป็นลูกนกประเภท  พรีโคเซียล  ( Precocial )  ประเภทเดียวกับพวก  เป็ด ไก่  คือ เกิดมาแล้วช่วยเหลือ ตัวเองได้เลย    ไม่ต้องนอนปิดตา  ลำตัวเปลือยเปล่า อยู่ภายในรัง  อย่างนกเอี้ยงหรือนกเขา    ซึ่งลูกนกทำได้  แค่อ้าปากร้อง   ให้พ่อแม่เอาอาหารมาป้อนลูกนกผู้อ่อนแอ  เช่นนี้  ถูกจัดอยู่ในประเภท  อัลตริเซียล  (Altricial )   การที่ลูกนกหัวโตมลายู  เติบโตได้อย่างรวดเร็ว  ในช่วงแรก  เนื่องจากไข่นกมีปริมาณไข่แดงค่อนข้างมาก  และ แม้จะฟักออกเป็นตัวแล้ว  ลูกนก ประเภทพรีโคเซียล  ยังคงเหลือไข่แดงอยู่ในท้องอีกประมาณ  1/5   ของไข่แดงทั้งหมด  ช่วง 2 - 3 วันแรก ลูกนกจึงยังไม่จำเป็นต้องกินอาหาร  ส่วนมากจะใช้เวลา ทั้งหมดปรับตัว ให้คุ้นเคย  กับ สภาพแวดล้อมโดยรอบ  ลูกนกหัวโตมลายู  บางชนิด  สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วมาก  เช่น  ลูกนกหัวโตหลังจุดสีทอง  ( Pulvialis dominica )   จะทิ้งรังหลังออกจากไข่ได้เพียงสองชั่วโมง  เท่านั้น  แต่  สำหรับนกหัวโตมลายู  ช่วงวันสองวันแรก  ลูกนกยังคงวนเวียนอยู่ไม่ไกลจากรัง

                                            สภาพลูกนกหัวโตมลายู  ตอนนี้  แม้จะลืมตาได้  ขาแข็งแรง   พร้อมที่จะเดิน ท่องไป บนชายหาด  แต่  ก็ยังเป็นช่วงที่ลูกนก  อ่อนแอ มาก  หลายตัวอาจเสียชีวิตเพราะอากาศร้อนจัด  ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา  ของการคัดเลือกสายพันธุ์ตามธรรมชาติ  ลูกนกที่อ่อนแอย่อมตายจากไป  ปล่อยให้ตัวที่ แข็งแรงอยู่รอด  ทำหน้าที่ขยายเผ่าพันธุ์ รุ่นต่อไป    ซากลูกนกหลายตัวที่นอนตายอยู่ใกล้รัง  ได้พิสูจน์ให้รู้ว่า    การก่อกำเนิดของชีวิต บนหาดทราย ไม่ใช่ เรื่อง ง่ายเลย

                                            ราวปลายเดือนกรกฎาคม  เป็น  ช่วงที่ลมมรสุมหลายลูก  เริ่มพัดเข้าสู่ประเทศไทย   แนวชายหาดที่เคยเป็นสถานที่ทำรัง   ของ  นกหัวโตมลายูเมื่อเดือนก่อน    บัดนี้  ลูกคลื่นพายุซัดจนราบเรียบ    สันทรายที่เคยแห้งแล้งก็ถูกน้ำทะเลซัดเซาะ   จนหาดทรายลึกเข้าไปจากแนวเดิมมาก    หาก นกหัวโตมลายู  วางไข่ล่าช้ากว่าปรกติ  ย่อมหมายถึงลูกนกหลายชีวิต  จะถูกลอยแพไปอยู่กลางทะเล  แน่นอน  

                                                ถึงเวลานี้   ลูกนกก็ตามพ่อแม่  ออกหากินไปทั่วบริเวณหาด ได้แล้ว  แต่ ถ้ามีศัตรูเข้ามาใกล้  เช่น เหยี่ยวบินมา  หรือ คนเดินผ่าน   พ่อแม่จะวิ่งฉีกไป ทาง อื่น  หรือ บินหนีส่งเสียงร้องดัง "วิ้ด วิด "  เพื่อล่อความสนใจ  ส่วนลูกนกจะหยุดนิ่งอยู่เฉยๆ  ไม่ให้เป็นจุดสังเกต  สัญชาตญาณเช่นนี้เอง  ทำให้ลูกนกหัวโตมลายู อยู่รอดได้ในภูมิประเทศ เปิดโล่ง  เมื่อขนเริ่มเข้าที่   เข้าทาง   ลูกนกบางตัวจะดูคล้ายกับนกตัวเต็มวัยมาก   แต่  สีขนยัง ไม่เข้ม สดเท่าพ่อแม่  ขณะที่บางตัวคล้ายเพิ่งเริ่มต้นชีวิตมาได้ไม่นาน  เพราะเอาแต่ยืน สะลึมสะลือ  ผงกหัวหงึกๆอยู่กับที่  เหมือนยัง งงอยู่กับ  สภาพหาดทรายโดยรอบ ขนของ ลูกนก อายุน้อยขนาดนี้  จะพองฟู  และ อ่อนนุ่มมาก  เรียกว่าขนเดาน์  ( หรือ natal  down )   สำหรับลูกนกที่เพิ่งเกิดใหม่ๆ  ขนเดาน์ มีหน้าที่หลัก  คือ  ช่วยให้นก มีความอบอุ่น  ป้องกันไม่ให้สูญเสีย ความร้อนจากร่างกาย  เมื่อ นกอายุมากขึ้น  ก็ จะผลัดขนบางส่วน  เป็น ขนคอนทัวร์ ( contour )  ซึ่งมีความแข็งแรง  และ ช่วยในการบิน ได้มากกว่า

                                                จากไข่ ฟองน้อย  บนหาดทรายเวิ้งว้าง  จนกลายเป็นชีวิตเล็กๆ  ที่เปี่ยมไปด้วยความงดงาม  ภาพชีวิตของครอบครัว  นกหัวโต มลายู  อันประกอบไปด้วย  พ่อ แม่ ลูก  มีตัวพ่อแม่ วิ่งนำ และ คอยกระตุ้นให้เจ้าลูกนกขนปุกปุย  สีขาว  ก้าวเท้าตามติดไป  เป็นภาพธรรมชาติ ที่ไม่มีศิลปิน คนใดเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาได้  ใครก็ตามที่ได้เห็น  ลูกนกตัวอ้วนกลม   ที่มีขนปุกปุย  เหมือน  ก้อนสำลี  เดินเตาะแตะ  ไปบนหาดทราย  ก็คงอดหลงไหล รักนกชนิดนี้ไม่ได้     .... น่าเสียดายว่า อนาคต ของนกหัวโตมลายู  บนหาดเขาแดง  หรือ ในประเทศไทย ช่างมืดมนเหลือเกิน

                            สำหรับในประไทยไทย       แม้ในประเทศไทย  จะพบนกในวงศ์นกหัวโตมากถึง  14  ชนิด  แต่ส่วนใหญ่  เป็นนกย้ายถิ่นเข้ามา ในช่วง ฤดูหนาว  มีเพียงนกหัวโตมลายูชนิดเดียวเท่านั้น      ที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล  ของ ประเทศไทย ตลอดปี

                                        นกหัวโตมลายู   ถูกค้นพบครั้งแรกในประเทศไทย  เมื่อ   วันที่ 8  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2475  โดย นาย  J.H. Riley  บริเวณหาดทราย ในเขต อำเภอสามร้อยยอด  และ  ต่อมาเมื่อมีการสำรวจนกเพิ่มมากขึ้น   ก็ พบว่า นกหัวโตมลายูเป็นนกที่พบเห็นได้บ่อย  ตามหาดทรายตลอดแนว ชายฝั่งทะเล ของประเทศไทย  ทั้งด้านอ่าวไทย  และ ฝั่งอันดามัน  แต่เชื่อไหมว่า  ปัจจุบัน  นกหัวโตมลายูกลายเป็นนกหายาก  และ  ใกล้สูญพันธุ์  ไปจากประเทศไทยแล้ว   ทั้งที่ชายหาดของประเทศ  ก็ ยังมีอยู่เหมือนเดิม

                        นกหัวโตมลายูเป็นนกประจำถิ่น  ที่พบอาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเล  ทั้งทางด้านอ่าวไทย  และ  ทะเลอันดามัน จากภาคตะวันออก  ภาคกลาง เรื่อยไปถึงภาคใต้   แต่เป็นนกหัวโต ที่ชอบอาศัยอยู่ตาม หาดทราย มากกว่าหาดเลน  จึงไม่พบในจังหวัดทางก้นอ่าวไทย  ในอดีตหลายสิบปีมาแล้ว  นกหัวโต มลายู  เคยพบได้ง่าย ตามหาดทราย โดยทั่วไป  แม้กระทั่งแหล่งท่องเที่ยว  อย่าง บ้านเพ  จ.ระยอง  หรือ เกาะสมุย  จ. สุราษฎร์ธานี  ก็ยังมีนกหัวโต มลายูวิ่งไปมา อยู่ตามหาดทราย   เมื่อ  30  กว่าปีที่แล้ว  แต่ในปัจจุบัน  นกหัวโตมลายู  ได้สูญหายไปจากแหล่งอาศัยเกือบทุกแห่ง  เพราะถิ่นอาศัย  และ ขยายพันธุ์  ถูกรบกวน จากกิจกรรมของมนุษย์  โดยเฉพาะจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง  เพื่อเป็น แหล่ง ท่องเที่ยว และ ที่อยู่อาศัย  ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรง  ต่อการดำรงชีวิตของนก  ทำให้นกไม่มีหาดทรายที่เงียบสงบ  สำหรับ    สร้างรังและวางไข่อีกเลย  สถานภาพของนกหัวโตมลายูจึงเป็นนกที่หายาก  จากรายงานเท่าที่มีอยู่   เราจะพบ นกชนิดนี้ได้ เฉพาะหาดเขาแดง  ภายในอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด  จ. ประจวบคีรีขันธ์เท่านั้น  ดังนั้น  เมื่อมีแหล่งกระจายพันธุ์จำกัดเพียงแค่นี้  โอกาส ที่นกหัวโตมลายู จะสูญพันธุ์  ไปจากประเทศไทย  จึงเป็นไปได้สูงมาก

                                            ข้อมูลเก่าๆ  ที่ระบุว่า  ในประเทศไทย  พบนกหัวโตมลายู  ซึ่งเป็นนกประจำถิ่นได้บ่อย   ตามชายทะเลทางภาคตะวันออกเฉียงใต้  ภาคกลาง และ ภาคใต้ทั้งสองฝั่ง   จึงใช้ไม่ได้เสียแล้ว  ในปัจจุบัน  เพราะ บริเวณที่เคยพบนกหัวโตมลายูได้ง่ายๆในอดีต   ตามที่กล่าวถึงข้างบน  และยังรวมถึง หาดทรายบริเวณอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา - หมู่เกาะพีพี  จังหวัดกระบี่  ต่างถูกเปลี่ยนสภาพ ไปเป็นสถานที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว จำนวนเรือนแสน ในแต่ละปี    แม้ชายหาดในบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด  ก็มีเพียงหาดเขาแดงเท่านั้น  ที่เงียบสงบพอให้นกหัวโตมลายูได้อยู่อาศัย  และ ประสบ ความสำเร็จในการสร้างรัง  เพราะหาดอื่นๆ  ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อม  ล้วนมีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวตากอากาศ  เป็นประจำ

                                               ปัญหาการคุกคาม ทำนองนี้  ไม่ได้ เป็นปัญหาเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น  แต่กล่าวได้ว่า  เป็นปัญหาระดับโลก  เพราะนกหัวโต มลายูเป็นนกที่พบได้เฉพาะ  บริเวณคาบสมุทรมลายู  ( อันน่าจะเป็นที่มาของชื่อสามัญ  Malaysian  Plover    และนกหัวโตมลายูในภาษาไทย  ) และตามหมู่เกาะ ในภูมิภาพเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น   โดยมีเขตกระจายพันธุ์อยู่ทางชายฝั่งตอนใต้ของเวียตนาม  ต่อเนื่องมายังกัมพูชา  ไทย มาเลเซีย  และ บนเกาะต่างๆ  เช่น ฟิลิปปินส์  บอร์เนียว  สุมาตรา สุลาเวสี ไปจนถึงติมอร์        ในเขตประเทศอินโดนีเซีย   ขณะนี้ทุกแห่งต่างประสบปัญหาไม่ต่างกัน  คือ สภาพชายหาด ดั้งเดิม  ถูกเปลี่ยนแปลงโดยการก่อสร้างบ้านพัก และ สิ่งอำนวยความสะดวก  เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวตะวันตก  ผู้หลงไหลเสน่ห์ทะเลใต้  นกที่ไม่มีใครคิดว่า มีความสำคัญ   หรือ น่าเป็นห่วง  จึงถูกขึ้นบัญชีเป็นนกที่ถูกคุกคามในระดับโลก   (Globally Threaten Species )  แล้ว

                    แม้ว่าการอนุรักษ์  จะเป็นงานที่ยากมากกว่า  การพบเห็นนกที่เขาสามร้อยยอด  แต่ อนาคต ของนกหัวโตมลายู  กำลังรอความช่วยเหลือ  จาก  นักดูนก  ทุกคนอยู่

                 ทุกวันนี้    หาดเขาแดง  เป็นหาดทรายแห่งสุดท้าย  ยังคงสงบเงียบพอให้นกหัวโตมลายู  วางไข่ และ เลี้ยงดูลูกนกจนเติบใหญ่  ได้อย่างปลอดภัย  ทุกคนจึงสามารถพบเห็นนกชนิดนี้  ได้ง่ายๆ  เมื่อไปที่อุทยานฯ เขาสามร้อยยอด  แต่ทว่าเราจะทำอย่างไร  กับภัย  จากการพัฒนาที่ดิน ที่กำลังคุกคามถิ่นอาศัย อยู่ในขณะนี้  และ อาจทำให้นกสูญพันธุ์  ไปในไม่ช้า 

                                        เมื่อปี พ.ศ. 2540   มีโครงการพัฒนาที่ดินบริเวณชายหาดเขาแดง   โครงการดังกล่าวเตรียมพัฒนาพื้นที่บริเวณหาดเขาแดงให้เป็น บ้านพัก ตากอากาศที่พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก  สปอร์ตคลับ  สระว่ายน้ำ มีถนนคอนกรีตอย่างดีเข้าถึงโครงการ  แม้จะยังอยู่ในระหว่าง รอผลการ ตรวจสอบจากกรมป่าไม้  และ สำนักงานเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์   ว่า  พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดหรือไม่  หรือ  เป็นแผ่นดิน ที่งอก ออกมาโดยอิทธิพลของน้ำทะเล  ( ที่ดินประเภทนี้  ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ )   แต่พื้นที่บางส่วนของหาดเขาแดง  ตอนนั้น   ถูกเปลี่ยนแปลง ไปบ้าง แล้ว  โดยทำการถมที่ดินไปกว่า  100  ไร่  และ ปรับปรุงบริเวณสำนักงานขาย   ให้มีสภาพสวยงาม  "ชีวิต"   บนหญ้าสีเขียว  คือ  รูปปั้นปลาโลมา  กับ ฝูงรูปปั้น นกกระสาสีขาว   อาคารที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว  อยู่ห่างจากรังของนกหัวโตมลายูไม่ถึง  20   เมตร   ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ถ้าโครงการนี้สามารถดำเนินการจนแล้วเสร็จ  อนาคต ของ นกหัวโตมลายู  จะเป็นเช่นไร

                                        หมายเหตุ :-   บทสรุปที่ยังต้องติดตาม 

                  เมื่อวันที่    21  วิงหาคม  2540   มูลนิธิสืบ  นาคะเสถียร  ได้รับหนังสือเลขที่ กษ.  0712 . 5 / 21444   ลงวันที่ 19 สิงหาคม  2540   ลงนามโดย อธิบดีกรมป่าไม้   ชี้แจงถึงผลสรุปปัญหาการคุกคามพื้นที่ชายหาด  บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด  โดยระบุว่า  ที่ดินบริเวณหาดเขาแดงของบริษัท ริเวียร่า บีชรีสอร์ท     ได้ดำเนินการรุกล้ำเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด  เป็นเนื้อที่  31 . 833  ไร่  ส่วนที่ดินของโครงการที่เหลืออีกประมาณ  109  ไร่ โดยการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศ ในปี 2510  พบว่า  ที่ดินบริเวณดังกล่าว ยังมี   สภาพเป็นพื้นที่ราบ  ชายฝั่งทะเล  ที่มีน้ำทะเลท่วมถึง  ถือเป็นสาธารณสมบัติ ของแผ่นดิน   ซึ่ง  ห้ามเอกชนถือครอง  หรือ  ทำประโยชน์ใดๆ  เอกสารสิทธิ์ทั้งหมดของโครงการ  จึง เป็นเอกสารสิทธิ์  ที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย    กรมป่าไม้  จึงได้ขอความร่วมมือสำนักงานเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ดำเนินการตรวจสอบ  เพื่อ เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์  ใน ที่ดินแปลง ดังกล่าว  แล้ว

                                ความคืบหน้า  กรณีดังกล่าว  แม้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุดเรื่องหนึ่ง   แต่   ยังไม่อาจนับได้ว่า  เป็นชัยชนะที่แท้จริง  เพราะการดำเนินการ ยังอยู่ในขั้นตอนทางกฎหมาย   ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีก  (ถ้ามีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น)     และ แม้จะปราศจากโครงการพัฒนาที่ดินรายนี้  นกหัวโต มลายู   ยังต้องเผชิญปัญหาการคุกคาม อีกหลายรูปแบบ  ทั้งจากชาวบ้านที่ใช้พื้นที่ชายหาด  เป็น เส้นทางคมนาคม  (โดยรถจักรยานยนต์)   หรือ  ใช้เป็นเส้นทาง การต้อนวัว  ในช่วงเช้า และ เย็น    หรือ กรณีโครงการรีสอร์ท  รายอื่น  ที่หาโอกาสเข้ามาพัฒนาที่ดินชายทะเลในแถบนี้   อยู่ ตลอดเวลา  ทางอุทยานแห่งชาติ เขาสามร้อยยอด  จึง ควรมีแผนการจัดการพื้นที่ชายหาด  ที่ชัดเจน  โดยเฉพาะหาดเขาแดง  เพื่อให้ชายหาดแห่งนี้   ได้ยังประโยชน์  ทั้ง ต่อ "คน" และ  "นกชายฝั่งทะเล"   อย่างยั่งยืนตลอดไป

            ขอ  บ้าน  หลังสุดท้าย  ให้นกหัวโตมลายู

            ชายหาด  .....   พื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง  ผืนแผ่นดินกับท้องทะเล  ที่ซึ่งมวลสาร หลากหลายรูปแบบ  สอดประสานกันอย่างกลมกลืน  ภายใต้ ภูมิลักษณ์  เฉพาะ   ชายหาดที่แท้จริง  คือ ระบบนิเวศทรงคุณค่า ซึ่ง เกื้อกูลการอยู่อาศัยของสรรพชีวิต  โดยเฉพาะนกหัวโตมลายู  และ  นกชายฝั่งทะเล นับหมื่นชีวิต  แต่  ชายหาดสำหรับมนุษย์  มีความหมายเพียงแค่หาดทรายขาวๆ  กับ น้ำทะเลสีคราม  ที่น่ามาพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์  หรือ ไม่ก็เป็นที่ดินราคาแพง  ซึ่งจะทำ กำไร ได้มหาศาล  ถ้ามีการปรับปรุงและพัฒนา

                    เดือน  กรกฎาคม  พ.ศ. 2538   นักปักษีวิทยาสำรวจพบ นกหัวโตมลายูจำนวน  8  คู่  ทำรังวางไข่ตลอดแนว 2 กิโลเมตร  ของหาดเขาแดง  มาถึงเดือน  กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2540  นกหัวโตมลายู    อย่างน้อย  4   ครอบครัว  ยังคงอยู่อาศัย  และ  ให้กำเนิดนกหัวโตมลายูตัวน้อยๆ  อีก ไม่ต่ำกว่า  6  ชีวิต  แต่ นับจากนี้ไม่นาน  หากผลการตรวจสอบโครงการบริเวณหาดเขาแดง  สรุปออกมาว่าเอกสารสิทธิ์   เหนือที่ดินผืนนี้ถูกต้อง  โครงการบริเวณหาดเขาแดง สามารถ ดำเนินการต่อได้ จน เสร็จสมบูรณ์  นั่นหมายความถึง  เวลาชีวิตของนกหัวโตมลายู  ใน ประเทศไทย  กำลังถูกนับถอยหลัง

                        เพียงระยะเวลาไม่ถึง  70 ปี คนไทยทำให้นกผู้หนีรอดการสูญพันธุ์  มาได้ หลายสิบล้านปี  กำลังเดินสู่จุดจบ  หาก มนุษย์  ยังไม่เปลี่ยนวิธีคิด และ การกระทำ  ต่อหาดทรายชายทะเล   บ้าน   หลังสุดท้ายของนกหัวโตมลายู   ย่อมถูก เปลี่ยน เป็นบ้านพักตากอากาศ   พร้อมกับการจากไปอย่างถาวร   ของ นกหัวโตมลายู  ตัวสุดท้าย  แต่เชื่อเถิดว่า  ไม่มีสิ่งใด เปลี่ยนแปลง  วงวัฎจักรแห่งธรรมชาติ ได้  อีกไม่นาน  "เรา"  ในความหมายของ  "  เผ่าพันธุ์มนุษย์  "  คงถูกธรรมชาติ  เรียกกลับคืน  ไป  เช่นกัน

                                        

 

  "   ฉันท่องไปบนหาดนี้เป็นเนืองนิตย์

ระหว่างทรายกับฟองคลื่น

 คลื่นสูงจะสาดลบรอยเท้า

          สายลมจะพัดฟองแตกกระจาย

                        แต่ทะเลและฝั่งจะคงอยู่.... ตลอดไป  "

                                                                                                       คาลิล  ยิบราน

 

เรียบเรียงจาก :-

1   บทความ  "นกหัวโตมลายู จาก ชีวิตบนหาดทราย ริมทะเลสามร้อยยอด "  โดย  เพชร    มโนปวิตร    ใน  "สารคดี "  ฉบับที่ 154 ปีที่ 13 เดือน ธันวาคม 2540

2    บทความ  นกหัวโตมลายู  โดย  รุ่งโรจน์  จุกมงคล   ในวารสาร  สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย

ภาพประกอบ  Photographer  :   สมิทธิ์  สุติบุตร์  ( Smith  Sutibut )

เอกสารอ้างอิงโดยผู้แต่งทั้งสองท่าน  :

             1. ฟิลลิป ดี ราวด์  2531   นกหัวโตมลายู  สารชมรมดูนกกรุงเทพ  ปีที่ 5   ฉบับที่ 9 ตุลาคม 2531

                 2.    Hayman . P. Marchant., J. and Prater , T 1986  Shorebirds :  an Identification Guide to the Waders of the World    Christtopher Helm : London .

             3     " โครงการศึกษาและวางแผนการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณเขตอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด" รายงานหลัก คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  กรุงเทพฯ 2539

                4    "ทำไมต้องอนุรักษ์สามร้อยยอด"  โดย  ศศิน  เฉลิมลาภ   เอกสารประกอบการสัมมนา เหลียวหลังแลหน้า  การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำสามร้อยยอด , มูลนิธิโลกสีเขียว 10 น. 2540

                5       "นกหัวโตมลายู กับ คุณค่าของระบบนิเวศชายฝั่ง "   สาส์นสืบ ปีที่ 3 ฉบับที่ 8 น. 10 - 11 .  2540

                6        Smith Huge M. and William L. Abbott.  Birds from  Siam and the Malay Peninsula.   The United State National Museum Bulletin 172 : p.87.1938

ขอบคุณที่มาชม   กรุณาแวะมาเยี่ยมเยือนใหม่    โอกาสหน้า    นะครับ

                                                    BACK             PHOTOINDEX             HOME