
นกตบยุงหางยาว / Large - tailed Nightjar / Caprimulgus


นกตบยุงหางยาว อยู่ในวงศ์นกตบยุง ( Family caprimulgidae ) นกในวงศ์นี้มีปากแบน ไม่ค่อยแข็งแรง ช่องปากกว้าง รูจมูกเป็นหลอดเล็กน้อย คล้ายกับจมูกของนกจมูกหลอด ปกติบริเวณมุมปากมีขนยาว ลำตัวมีต่อมน้ำมัน แบบไม่เป็นพุ่มขน แข้ง ยาวเป็น 2 เท่า ของความยาวนิ้วที่ 1 รวมเล็บ , นิ้วที่ 4 สั้นกว่านิ้วที่ 2 , นิ้วที่ 1 เหยียดไปด้านข้าง เล็บของนิ้วที่ 3 มีลักษณะหยัก ใช้ประโยชน์ในการสางขน และ ใช้ทาน้ำมัน ป้องกันขนเปียกน้ำ และ ทำความสะอาดขน อาหาร ได้แก่ แมลง ต่างๆ . พวกนกตบยุงไม่สร้างรัง แต่จะวางไข่บนพื้นดิน วางไข่ครอกละ 1 - 2 ฟอง เปลือกไข่ อาจมี หรือ ไม่มี ลวดลายใดๆ
นกในวงศ์นี้กำเนิดมาตั้งแต่สมัย พลิสโตซีน ในยุค ควอเทอร์นารี หรือประมาณ 1 ล้านปีมาแล้ว ปัจจุบัน กระจายพันธุ์เกือบทั่วโลก ยกเว้นนิวซีแลนด์ และ ฮาวาย ทั่วโลกมีนก ในวงศ์นี้ 76 ชนิด ใน 14 สกุล ประเทศไทยพบ 4 ชนิด ใน 1 สกุล คือ สกุลนกตบยุงเล็ก ( Genus Caprimulgus )
สกุลนกตบยุงเล็ก ( Genus caprimulgus ) ชื่อสกุลมาจาก รากศัพท์ภาษาละติน คือ capr หรือ capra แปลว่า แพะ และ mulg หรือ mulgere แปลว่า นม หรือ การดูดนม เนื่องจากชาวยุโรป มีความเชื่อผิดๆ มาแต่เดิมว่า นกชนิดนี้ยังชีพ อยู่ได้ด้วยการดูดนมแพะ ลักษณะของนกในสกุลนี้ คือ ปีกยาว ปลายปีกแหลม ขนปีกเส้นที่ 2 นับจากเส้นนอกสุด ยาวที่สุด , ขนปลายปีกเส้นสุดท้าย และ เส้นที่ 3 นับจากด้านนอก ค่อนข้างสั้น , หาง ยาว และ เป็นหางบั้ง ขนบริเวณ มุมปาก ยาว มีจำนวนมาก และ บริเวณโคนขนสีขาว บางชนิด มีขนปกคลุมแข้ง แต่บางชนิด ไม่มี นกทั้งสองเพศ มีสีสันเหมือนกัน ยกเว้นบางชนิดที่นกตัวผู้ จะมีลายแถบสีขาว ที่ปีก และ หาง ส่วนตัวเมีย มีลายแถบสีเนื้อ หรือ สีน้ำตาล อมเหลือง ประเทศไทยพบนกในสกุล นี้ 4 ชนิด คือ นกตบยุงภูเขา ( Grey Nightjar ) , นกตบยุงหางยาว ( Large - tailed Nightjar ) , นกตบยุงเล็ก ( Indian Nightjar ) , และ นกตบยุงป่าโคก ( Savana Nightjar )
นกตบยุงหางยาว ( Large - tailed Nightjar ) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Caprimulgus macrurus ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีก คือ macr หรือ makros แปลว่าใหญ่ หรือ ยาว และ oura แปลว่า หาง ความหมายคือ " นกที่มีหางยาว " ทั่วโลกมีนกตบยุงหางยาว 18 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อย

รูปร่างลักษณะ เป็นนกขนาดเล็ก ความยาวจากปลายปากจดปลายหาง 25 - 29 ซม. ตัวเต็มวัยจะมีหางยาวไม่น้อยกว่า 14.6 ซม. นกตัวผู้ สีสันโดยทั่วไปเป็นสีน้ำตาลแกมเทา บริเวณกลางขนปลายปีก มีลายแถบสีขาวเด่นชัด 4 แถบ , บริเวณปลายหาง มีแถบใหญ่สีขาว 2 แถบด้านนอก รอบคอด้านบน มีลายสีน้ำตาลแดง , ใต้คอสีขาว ท้อง และ ขนคลุมโคนขนหาง ด้านล่าง สีเนื้อ มีลายแถบเล็กๆสีเข้ม
นกตัวเมีย ลักษณะคล้ายนกตัวผู้ แต่ลายแถบที่ขนปลายปีก มีขนาดเล็กกว่า และ เป็นสีเนื้อแกมน้ำตาลเหลือง ขนปลายหางด้านนอก มีแถบสีเนื้อ และ แคบกว่า แถบสีขาว ของตัวผู้
นกตัวผู้ที่ยังไม่เต็มวัย มีลักษณะคล้ายนกตัวเมีย แต่สีจางออกสีเนื้อมากกว่า แถบขนที่ปลายหางด้านนอกยังไม่เด่นชัด และ เป็นสีน้ำตาลแดง
จุดสังเกต ขณะเกาะพัก ลำตัวด้านล่าง สีออกเทาอมน้ำตาล ลายขีดสีน้ำตาลเข้มปนดำ มีแถบสีเนื้อกลางกระหม่อม มีแถบรอบคอ ไปจนจดท้ายทอย สีขาวอมเหลือง ไปจนถึง สีฟางข้าวปนสีเนื้อ หรือขาวอมเหลือง , ขนคลุมปีก สีเทาอมน้ำตาล มีลายเป็นจุดสีเนื้อหรือขาวอมเหลือง โดยบริเวณหัวปีก จะมีสีเข้มกว่าส่วนอื่นๆของปีก ขนคลุมกลางปีก ด้านที่ชิดลำตัว สีน้ำตาลเข้มปนดำ ที่ขอบแผ่นขนมีแต้มเป็นบริเวณแคบๆสีเนื้อ มีเส้นสีขาวเล็กๆคล้ายหนวด ลากจากมุมปากไปยังข้างแก้ม เป็นลักษณะเด่นของนกชนิดนี้ ซึ่งเส้นสีขาวคล้ายหนวดนี้จะกว้างกว่า นกตบยุง ชนิดอื่นๆ ซึ่งจะเป็นเส้นเล็กๆ และสั้นกว่า นกตบยุงหางยาวมาก จนอาจใช้เส้นนี้เป็นจุดจำแนก จากนกตบยุงชนิดอื่นๆที่พบในประเทศไทยได้ง่ายที่สุด ใต้คอมีแถบสีขาว ค่อนข้างกว้าง นี่ก็เป็นลักษณะเด่น และช่วยในการจำแนกได้เช่นกัน , ลำตัวด้านล่าง ออกสีน้ำตาล มีลายเป็นขีด และ จุดเล็กๆสีเนื้อ และ จะค่อยๆเป็นสีน้ำตาลเข้มขึ้น ที่บริเวณท้อง และ สีข้าง

จุดสังเกต ขณะบิน ปลายปีกค่อนข้างแหลม บินยกปีกสูง และเส้นทางบิน ไม่มีรูปแบบเส้นทางบินที่แน่นอน คือบินเปะปะ จับทิศทางไม่ได้ชัดเจน นกตัวผู้ จะมีจุดสีขาว บริเวณห่างจาก ปลายปีกเล็กน้อย แถบสีขาวนี้ค่อนข้างกว้าง เกิดจาก สีขาวบนขนปีกบินข้างละสี่เส้น เห็นเส้นขีดสีขาวคล้ายหนวดที่หน้าชัดเจน และ แถบสีขาวที่บริเวณขนหางคู่นอก ค่อนไปทาง ปลายหาง สีขาวที่ขอบขนหางคู่นอก มีความกว้างเพียงหนึ่งในสี่ของความยาวหาง แต่ก็กว้างพอที่จะเห็นได้ชัดขณะบิน แม้ในตอนแสงน้อย หรือ เมื่อกระทบแสงที่ส่องจากด้านล่าง ขึ้นไปหานกขณะที่บิน ส่วนนกตัวเมีย จุดที่ปีกจะเล็กกว่าและเป็นสีเนื้อ แถบสีขาวที่ขนหางสองคู่นอก ใกล้ปลายหาง แคบกว่าของตัวผู้
ชนิดย่อย C . m . macrurus มีการแพร่กระจายกว้างขวางที่สุด และ ใช้เป็นชนิดอ้างอิงหลัก นกตัวผู้ที่เต็มวัย หน้าผาก กระหม่อม ท้ายทอย สีเทาอมน้ำตาล มีลายเป็นขีด สีน้ำตาลเข้มปนดำ ตรงกลางกระหม่อม มีแถบสีขาวอมเหลือง หรือ น้ำตาลปนเหลือง รอบบริเวณท้ายทอย ปะปนด้วยด้วยขีดสีน้ำตาลเข้ม ไหล่ หลัง ตะโพก และ ขนคลุมโคนหางด้านบน สีน้ำตาลปะปนกับขีดสีน้ำตาลเข้ม มีลายเป็นขีดสีเทาปนน้ำตาลจางๆ หรือสีน้ำตาลปนเหลืองจางๆ , ขนคลุมปีกชั้นแรก สีน้ำตาลเข้ม ปะปนกับจุดกระสีน้ำตาลแดงเล็กน้อย ขนคลุมปีก ถัดลงมา จะคั่นด้วยลายขีดสีน้ำตาลปนสีเนื้อ หรือ ขาวอมเหลือง , ขนปีกบินชั้นแรก เป็นลายขีดสีน้ำตาล และ น้ำตาลอมเหลือง ส่วนที่เหลือของปีก มีพื้นขนสีน้ำตาล และ ปนปนด้วยกระจุด สีน้ำตาล อมเหลือง และ สีขาวอมเหลือง บางส่วนเป็นจุดกลมสีเนื้อ หรือ ขาวอมเหลือง ขนคลุมขนปีกตอนกลาง ด้านที่ชิดลำตัว มีสีน้ำตาลเข้ม ขอบขนสีเนื้อ หรือ น้ำตาลอมเทา ปนปนด้วยจุดกระสีน้ำตาล ขอบขนปีกด้านนอก มีแผ่นขนบางส่วนสีน้ำตาลปนดำ , ขนปีกบินสีน้ำตาล มีจุดสีขาวขนาดใหญ่ที่ขนปีกเส้นที่ 9 และ 10 (นับจากขนเส้นกลาง เป็นเส้นที่ 1 และเรียงออกมาทางด้านนอก โดยขนเส้นที่10 เป็นขนปีกเส้นนอกสุด และ ยาวที่สุด ) ส่วนขนเส้นที่ 1 จนถึงเส้นที่ 8 มีขอบขนบางส่วนเป็นแต้มเล็กๆสีขาว , ด้านบนของขนปีกบินชั้นนอกสุด มีลายเป็นขีด และ จุด สีน้ำตาลอมเหลือง ขนปีกบินชั้นที่สอง (ขนกลางปีก มีลายเป็นขีด และ จุด สีน้ำตาลอมเหลือง ) ขนปีกด้านในสุดที่ติดลำตัว สีน้ำตาล มีจุดกระสีขาวอมเหลือง
ใต้ตา และขนคลุมหู สีน้ำตาลอมเหลือง บางส่วนสีน้ำตาลแดง มีลายเป็นขีดสั้นๆสีน้ำตาล แถบสีเข้มใต้ตา เป็นรูปสามเหลี่ยม ด้านแหลมเริ่มจากหัวตา และ ค่อยๆแผ่กว้างออก บริเวณขนคลุมหู , คาง และ ใต้คอ สีน้ำตาลอมเหลือง มีลายเป็นขีดสีน้ำตาล ต่ำกว่าใต้คอลงมาเล็กน้อย มีแถบสีขาวขนาดใหญ่ . ถัดจากแถบสีขาว จะเป็นบริเวณขนสีน้ำตาล ที่มีขอบขนสีน้ำตาลปนดำ , บริเวณ อก สีน้ำตาล มีจุดและขีดสีเทาปนสีขาวอมเหลือง , ท้อง สีข้าง ขนคลุมใต้ปีก และ ขนคลุมใต้โคนหาง สีขาวอมเหลือง มีลายขีดสีน้ำตาล ขลิบปลายขนด้วยสีขาว และ ขาวอมเหลือง
นกเต็มวัยตัวเมีย สีคล้ายนกตัวผู้ แต่แถบที่เรียงกันอยู่ที่ขนคลุมกลางปีก จะออกสีขาวอมเหลือง มากกว่า , จุดใกล้ปลายปีก สีขาวอมเหลือง และมีขนาดเล็กกว่า ของนกตัวผู้

![]()

นกที่ยังไม่เต็มวัย
ลายตามลำตัวจะยังเลือนๆ
ไม่ชัดเจน และ
สีขนคลุมลำตัวโดยรวมๆ
สีคล้ำ และ
ออกสีน้ำตาลอมเหลือง
มากกว่านกที่เต็มวัยแล้ว
ส่วนลูกนกที่ฟักออกจากไข่ไม่นานนัก
ขนลำตัวด้านล่าง
สีออกชมพูปนสีขาวอมเหลือง ,
จุด และ
ขีดตามลำตัวสีค่อนข้างดำ

ม่านตา ของ นกตบยุงหางยาว สีน้ำตาลเข้ม ปากสีออกดำ ขา และ นิ้วเท้าสีค่อนข้างดำ อนึ่ง หลังกระจกตาของนกตบยุงทุกชนิด จะมีอวัยวะ คล้าย กระจกรวมแสง ที่ใช้รวบรวมแสงโดยรอบ และ โฟกัสรวมแสงไปช่วยให้ภาพที่จอรับภาพที่กระจกตา มีความสว่างมากขึ้น เพื่อช่วย ในการ เห็นในที่แสงน้อย ดังนั้น ภาพถ่ายของนกตบยุง ที่ใช้แสงสว่างช่วยในการถ่าย จะสะท้อน ที่อวัยวะ รวมแสง หลังกระจกตานี้ ทำให้ บางภาพ ตา ของนกตบยุงมีแสงเรืองสว่างจ้าออกมาให้เห็นชัด ซึ่ง นกที่หากิน กลางคืน มักมีอวัยวะคล้ายกันนี้ ช่วยในการมองเห็นในที่ แสงน้อย ภาพถ่ายนกที่หากินกลางคืน หากไม่มีการใช้แฟลช ยิงแวบแรก เพื่อให้นกหรี่ม่านตาลง หรือที่เรียกว่า ยิงแฟลชแก้อาการภาพ มีตาสีแดง แล้ว กระจกตาจะมีแสงสะท้อน สว่างจ้า ออกมา ทุกครั้ง ในนกตบยุงจะมีแสงสะท้อนสีแดง แต่ ในนกเค้าแมว หรือ นกเค้าใหญ่ บางชนิด แสงสะท้อนจากม่านตา มีสีเหลืองสด หรือ สีเหลืองจางๆ
การผลัดขนของนกตบยุง นกวัยอ่อนที่เริ่มเข้าสู่นกวัยรุ่น และ นกที่เข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์ จะมีการผลัดขน โดยทยอยหลุดร่วงบางส่วน ที่สำคัญคือ ขนปีก ซึ่งมีความสำคัญต่อการบิน เอาชีวิตรอด จากศัตรู จะมีการผลัดขน จากขนปีกเส้นใน ด้านชิดลำตัว ออกมาก่อน ส่วนใหญ่จะ ผลัดขนส่วนนี้ข้างละตู่ บางตัวเริ่มจากขนกลางปีกก่อน ส่วนขนปีกเส้นนอกๆ จะผลัดขน สลับกันข้างละเส้น ไม่ผลัดทีละคู่ อย่างขนปีกเส้นในด้านชิดลำตัว , ส่วนขนหาง นกจะผลัดขนเส้นกลางก่อน และผลัดเส้นถัดออกมาด้านนอก ข้างละเส้นพร้อมกันทั้งสองข้าง
นกตบยุงหางยาว ที่สำคัญ มีอยู่ 7 ชนิดย่อย แต่ละชนิดย่อยต่างกันที่ขนาดลำตัว และ สีเข้มจาง ของขนคลุมลำตัว ได้แก่
ชนิดย่อย C . m . macrurus เป็นชนิดย่อยหลัก ลักษณะตามที่อธิบายแล้วข้างต้น ชนิดย่อยนี้ พบได้ใน ชวา บาหลี และ พบได้ทั่วไปในเขตแพร่กระจายพันธุ์
ชนิดย่อย C . m . andamanicus เป็นชนิดย่อยสีเข้ม ที่บางตัวมีสีอ่อน ( โดยเฉพาะนกตัวผู้ ) ซึ่งจดุที่ใกล้ปลายปีก มีสีขาวอมเหลือง คล้ายนกตัวเมีย แต่ จุดมีขนาดใหญ่กว่า หางสั้นกว่าชนิดย่อย หลัก ขนหางเส้นที่ 5 และ 4 นับจากขนเส้นกลาง ออกมา ด้านนอก แผ่นขนแคบกว่าปกติ ใต้คอ มีสีขาวอมเหลือง ไม่เป็นสีขาวอย่างปกติ พบแถบหมู่เกาะในทะเลอันดามัน
ชนิดย่อย C . m . albonotatus มีขนาดใหญ่ที่สุด และ สีจางที่สุด ในพวกเดียวกัน ลายตามลำตัวสีออกขาวอมเหลือง พบทางตะวันออกเฉียงเหนือ ของปากีสถาน ภาคเหนือของ อินเดีย อัสสัม และ แพร่กระจายไปทางตะวันออกของแคว้นปัญจาบ จนถึง อัสสัม จนถึง เขตแดนติดต่อ เมียนม่าห์ จากนั้นแพร่ลงทางใต้ จนถึง อันตรประเทศ , ภาคใต้ ของ เนปาล , ภูฐาน และ บังคลาเทศ , ในฤดูร้อน อพยพลงไปทำรังวางไข่ ในปากีสถาน และ มีบางส่วนเป็นนกอพยพย้ายถิ่น ตามแหล่งหากิน ภายในประเทศ
ชนิดย่อย C . m . bimaculatus คล้ายกับชนิดย่อยหลัก แต่ มีขนาดลำตัวใหญ่กว่า พบทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ของ อินเดีย แคว้นอัสสัม ) , เมียนม่าห์ , ภาคใต้ของจีน ( ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ของ ยูนนาน และ ไฮหนาน ) , เวียตนาม , ลาว , ไทย , กัมพูชา , คาบสมุทรมาลายู ( แพร่ลงใต้ไปจนถึงสิงคโปร์ ) , ตามเกาะบริวาร ของเกาะภูเก็ต , เกาะลังกาวี , หมู่เกาะสุมาตรา , หมู่เกาะ Riau ในเขตกระจายพันธุ์ จะพบหากินในพื้นที่ซ้อนทับกับชนิดย่อย C . m . albonotatus
ชนิดย่อย C . m . salvadorii สีเข้มกว่าชนิดย่อยหลัก โดยเฉพาะชนคลุมลำตัวด้านบน เข้ม จนเกือบดำ , ปลายของขนคลุมปีก เป็นสีขาว , ลำตัวด้านล่าง สีส้มอมแดงจางๆ ชนิดย่อยนี้ พบภาคตะวันตก ภาคเหนือ และ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ของ เกาะบอร์เนียว , ( ซาราวัค , บรูไน , ซาบาร์ , และ กาลิมันตัน )
ชนิดย่อย C . m . johnsoni สีลำตัว เข้มกว่า ชนิดย่อยหลักเล็กน้อย พบที่เกาะปาลาวัน และ เกาะบริวาร
ชนิดย่อย C . m . schlegelii สีสันคล้ายชนิดย่อยหลัก แต่ ขนคลุมลำตัวด้านบนเข้มกว่า , มีสีน้ำตาลอมแดงน้อยกว่า , ปลายขนคลุมปีกสีขาว และ ไม่ค่อยมีสีน้ำตาลอมแดง , ลายที่กระหม่อม ประกอบขึ้น จาก ลายที่เป็นขีดหยาบๆ , ลำตัวด้านล่าง โดยเฉพาะบริเวณ อก มีสีเข้ม พบในเขตสัตว์ภูมิศาสตร์วอลเลเซีย , นิวกีนี , หมู่เกาะต่างๆ และ ภาคเหนือ ของออสเตรเลีย หมู่เกาะ บางเกาะของซุนดาน้อย และ โมลุคกะ , เกาะปาปวน . มีรายงานการพบบ้างประปราย ทางตอนใต้ของออสเตรเลีย , รัฐอวีนแลนด์ และ นิวเซาท์เวล และที่อื่นๆ คาดว่า เป็นนกที่มีการอพยพ ย้ายถิ่น ตามแหล่งอาหาร ภายในประเทศ และ พื้นที่ตามหมู่เกาะใกล้เคียง

![]()
![]()
นิสัยประจำพันธุ์ มักพบอยู่โดดเดี่ยว หรือเป็นคู่ หากินช่วงเย็นใกล้ค่ำ และ กลางคืน ในเวลากลางวัน มักหมอบนอนหลับ ตามพื้นดินใต้ร่มเงาไม้ หรือใต้พุ่มไม้ ซึ่งมีใบไม้ หรือ ใบหญ้าที่ร่วงหล่น ค่อนข้างมาก ตามพื้น ตามรากไม้ใหญ่ หรือ บนขอนไม้ที่ล้มหมอนนอนไพร โดยเกาะตามแนวนอน วางหางที่ยาว ไปตามความยาวของกิ่ง หรือขอนไม้ที่เกาะนอน นกที่เป็นคู่กันจะเกาะนอนใกล้ๆกัน มีรายงานการพบนกชนิดนั้ เกาะนอนตามพื้น บริเวณเดียวกันมากถึง 12 ตัว เนื่องจาก มีสีสันกลมกลืนกับสีใบไม้ ใบหญ้าแห้ง และ สีของพื้นดิน จึงมักมองไม่ค่อยเห็นตัว เว้นแต่เมื่อบังเอิญเดินเข้าไปใกล้ แล้วมันบินหนี . ช่วงเย็นใกล้ค่ำ มักเห็นมันบินร่อนเหนือระดับยอดไม้ ในลักษณะคล้ายพวกนกนางแอ่น เสียงร้องดัง " จุ๊ง จุ๊ง จุ๊ง " ติดต่อกันประมาณ 5 พยางค์ใน 4 วินาที ระยะการร้องแต่ละครั้งมักไม่สม่ำเสมอ และจะร้อง ทั้งขณะที่นอนหมอบตามพื้นดิน และ เกาะที่กิ่งไม้
นอกจากนี้จะพบนอนตามพื้นดิน ได้บ่อยมาก ราว 18.30 น. หลังจากนกบินขึ้นหากินรอบแรก ตอนเย็นใกล้ค่ำ ตามถนนดินลูกรังทางเข้าอุทยาน แต่เมื่อน้ำค้างเริ่มลงคือราว 19.00 น. นกตบยุงหางยาว จะบินขึ้นหากิน และจะบินหากิน ในระดับต่ำใกล้พื้นดิน มากกว่า นกตบยุงชนิดอื่น หลังจากินอิ่มในรอบหลัง จะเกาะพักนอนตามกิ่งไม้ ไม่ลงเกาะพักนอนตามพื้นดินอีก ยกเว้นในช่วงที่เลี้ยงลูก ที่จะเกาะพักอยู่กับลูกที่พื้นดิน ใน ออสเตรเลีย นกตบยุงหางยาว ชอบบินเลี้ยงตัวอยู่เหนือคอกสัตว์เลี้ยง คอยโฉบกินแมลง ที่บินหนีการเคลื่อนไหวของสัตว์ในคอก

แหล่งอาศัยหากิน พบได้ในภูมิประเทศหลากหลายแบบ เช่น พบตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา ป่าชั้นรอง และ ทุ่งโล่ง ตั้งแต่พื้นราบ จนถึงระดับความสูง 2,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล อาหาร ได้แก่ ผีเสื้อกลางคืน ด้วงปีกแข็ง และ แมลงกลางคืนต่างๆ หาอาหารโดย หมอบตามพื้นดิน หรือ เกาะกิ่งไม้แห้ง เมื่อแมลงบินผ่านมา ก็บินโฉบ จับด้วยปาก มักหากินบริเวณสองข้างทางถนน ที่ตัดผ่านป่า ทุ่งหญ้า หรือ แหล่งที่อยู่อาศัยของ เจ้าหน้าที่อุทยาน หรือ ตามป้อมยามรักษาการณ์ ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หรือใกล้บ้านพัก เจ้าหน้าที่ และ นักท่องเที่ยว ตามอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีแสงไฟเปิดส่องสว่าง ซึ่งมักมีแมลงมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก
ในอินเดีย พบนกชนิดนี้ในป่าป่าเบญจพรรณ และ ป่าโปร่ง ป่าไผ่ ป่าเสื่อมโทรม ป่าชั้นรอง ทุ่งโล่งที่มีไม้พุ่มเตี้ยขึ้นกระจัดกระจาย หรือแม้แต่ในไร่กาแฟ ในปากีสถาน พบในป่า แบบกึ่ง มรสุมเขตร้อน ทางตอนใต้ของจีน พบในป่าตามเชิงเขา ในคาบสมุทรมาลายู พบตามป่าโกงกาง พื้นที่โล่งตามเขตเกษตรกรรม บริเวณหมู่บ้านคน และ แหล่งเกษตรกรรม ในที่ราบต่ำ รวมทั้งตามสองข้างถนน ตามลำน้ำที่ไม่กว้างนัก และตามพื้นที่โล่งในป่า รวมทั้งป่าตามชายหาด และ ป่าตามเกาะใกล้ชายฝั่ง ในสุมาตรา พบตามที่โล่ง ทั้งในแหล่ง เกษตรกรรม และ ป่าปลูก และ รอบๆหมู่บ้านคน , ในบอร์เนียว พบตามสวน และ ที่โล่งตามที่ราบต่ำ รวมทั้งสวนผลไม้ ที่เกาะปาลาวัน พบตามป่าไผ่ ป่าชั้นรอง ป่าโกงกาง และ แหล่งเกษตรกรรม , ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอินโดนีเซีย พบตามป่าโปร่ง ชายป่า และ แหล่งเกษตรกรรม , บนเกาะลอมบอก และ ซุมบาวา พบบริเวณทุ่งหญ้า , ในนิวกีนี พบตามชายป่า ป่าโกงกาง ป่าที่ถูกทำลาย ป่าแบบทุ่งหญ้าสาวันนา ป่าโปร่งผสมทุ่งหญ้า สองฝั่งลำธารแห้งๆที่มีน้ำเฉพาะในฤดูฝน สันดอนทรายสองฝั่งแม่น้ำ และตามสองฝั่งถนน , ทางภาคเหนือของ ออสเตรเลีย พบตามป่าแบบมรสุม ป่าตามชายฝั่งทะเล ชายป่าดิบ ในดงทึบของป่าไผ่ ป่าที่มีน้ำขังแฉะ และ ป่าปลูกไม้ที่ใช้ทำเยื่อกระดาษ
ในพื้นที่บนแผ่นดินใหญ่ จะพบนกชนิดนี้ ตั้งแต่พื้นที่ราบ ขึ้นไปจนถึงระดับ 2,700 เมตร จากระดับน้ำทะเล แต่ตามเกาะ จะพบในระดับพื้นราบ ไปจนถึงระดับ 900 เมตร จากระดับน้ำทะเล ในฤดูร้อน บนพื้นทวีปทางตอนเหนือ ของเขตแพร่กระจาย เช่นที่ปากีสถาน นกจะลงมาหากินที่ระดับต่ำ 400 - 900 เมตร จากระดับน้ำทะเล แต่ในช่วงเวลาอื่น จะขึ้นไปหากินได้ถึงระดับ 2,700 เมตร จากระดับน้ำทะเล



![]()
ฤดูผสมพันธุ์ทำรังวางไข่ อยู่ในช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือน มีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังตามพื้นดิน ในพื้นที่แบบเดียวกับ ที่เป็นแหล่งหากิน เช่น ตามที่โล่ง ชายป่า ที่พื้นดิน ตามที่โล่งกลางป่าดิบ หาดทรายชายทะเล ใต้พุ่มไม้ เป็นต้น ในอินเดีย พบนกตบยุงหางยาว ทำรังอยู่รวมกันในลักษณะเป็นกลุ่มขนาดย่อม โดยมีนกอยู่ราว 2 - 3 คู่ ที่ทำรังอยู่ใกล้กัน และ มักทำรังในที่เดิมซ้ำกัน ราว 2 - 3 ปี นกตบยุงหางยาว ทำรังโดยไม่ใช้วัสดุรองรัง เพียงแต่ขุดดิน ให้เป็นแอ่งเล็กน้อย แล้ววางไข่ นกตบยุง หางยาว วางไข่ครอกละ 1 - 2 ฟอง เปลือกไข่ สีขาวเป็นมัน หรือ สีครีมแกมเหลือง ม่วงปนน้ำตาล จนถึง สีเนื้อแกมชมพู มีลายจุดหรือ ดอกดวง สีเทา หรือ เทาแกมแดง ขนาดของไข่เฉลี่ย 22.6 X 31.3 มม. นกทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่ และ เลี้ยงลูกอ่อน แต่ส่วนใหญ่ นกตัวเมียจะกกไข่ในตอนกลางวัน โดยนกตัวผู้จะเกาะกิ่งไม้อยู่ในระยะ 20 - 30 เมตรจากรัง ใช้เวลาฟักราว 16 - 22 วัน ลูกนกแรกเกิด ยังไม่ลืมตา มีขนปกคลุมลำตัว บางส่วน การป้อน พ่อแม่นก จะอ้าปากให้ลูกนกยื่นหัวเข้าไปล้วงอาหารภายในลำคอ การป้อนอาหารทำทั้งกลางวัน และ กลางคืน พบว่า เมื่อลูกนกออกจากไข่ได้ สองวัน พ่อแม่นกจะพาลูกนก เคลื่อนที่ออกห่าง จากรังเดิม ไปอีกราว 3 เมตร โดยใช้วิธี ลงเกาะห่างลูกนก และ ส่งเสียงเรียกให้ลูกนกเข้าไปรับอาหาร แต่ถ้าลูกนกไม่ปฎิบัติตาม แม่นกจะบังคับให้ลูกเคลื่อนที่จากที่เดิม โดยใช้ปีกช้อนใต้ลำตัว และ พาเคลื่อนที่ออกจากที่เดิม , ลูกนกพัฒนา ขนปกคลุมลำตัว และ เจริญเติบโตเร็วมาก หลังออกจากไข่ประมาณ 2 สัปดาห์ หรือนานกว่าเล็กน้อย มันก็สามารถบินได้ สัญญาน ที่แสดงว่าลูกนกใกล้จะทิ้งรัง คือลูกนกจะมีการ ออกกำลัง บริหารปัก โดยการวิ่ง และ กระโดด โดยยกปีกสูง พยายามหัดกระพือปีก อยู่ที่พื้นดิน เมื่อสามารถทิ้งรังโดยบิน ขึ้นต้นไม้ได้แล้ว ลูกนกจะ ยังคงอยู่ร่วมกับพ่อแม่อีกราว 35 วัน ลูกนกจึงจะแยกไปหากินตามลำพัง ขณะลูกนกยังอยู่ในรัง ถ้ามีศัตรูรบกวน แม่นกจะหลอกล่อศัตรูโดย กางปีกดิ้นรนคล้ายนกที่บาดเจ็บ เมื่อศัตรูหลงติดตามไป จะบินหนีไปช่วงสั้นๆ และ บินหลบซ่อนพรางตัวบนพื้นดิน นกตัวผู้จะบินโฉบ หรือบินเลี้ยงตัวอยู่เหนือหัว เพื่อขับไล่ศัตรูที่เข้ามาใกล้รัง จากการสังเกต นกตบยุงหางยาว ที่เลี้ยงลูกในตอนกลางคืน จะพบว่าพาลูกออกมา รอ การป้อนอาหาร บริเวณขอบถนน ซึ่งเป็นที่โล่ง แต่พอตอนเช้า ในจุดเดิมที่เคยพบลูกนก ในตอนกลางคืน จะไม่พบลูกนก แสดงว่า รังของนกชนิดนี้จะอยู่ลึกเข้าไปป่า จากขอบถนน และ พ่อแม่จะพาลูกนกออกมารอการป้อน ในที่โล่ง ตอนกลางคืน การบินเกี้ยวพาราสี นกทั้งคู่จะบินคู่กัน หรือ บินไล่ตามกัน นกตัวผู้จะบินโดยยกปีกสูง และ คลี่หางออก การเกี้ยวพาราสี บนพื้นดิน กระทำในลักษณะ นกทั้งคู่ บางครั้งกางปีกทั้งสองข้าง ออก และ หันหน้าเข้าหากิน ใช้ปากถูกัน สลับข้างกันไปมา มีรายงานว่า ในฤดูผสมพันธุ์ ในพื้นที่เดียวกัน จะมีนกที่กำลังเกี้ยวพาราสีกัน ได้ 2 - 3 คู่
การแพร่กระจายพันธุ์ พบในปากีสถาน อินเดีย จีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ เกาะไหหลำ ทุกประเทศ ในแถบ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ , หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และ ตอนเหนือของออสเตรเลีย
สำหรับประเทศไทย เป็นนกประจำถิ่น พบได้ทุกภาค ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อย คือ
ชนิดย่อย C . m . bimaculatus ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละติน คือ bi แปลว่า สอง และ macula หรือ maculare แปลว่า จุด ความหมาย คือ " มีลายจุด 2 แบบ หรือ 2 แห่ง "
ชนิดย่อย C . m . ambiguus ชื่อชนิดย่อยเป็นคำในภาษาละติน คือ ambigere แปลว่า สงสัย ซึ่งอาจหมายถึงการจำแนกที่ยังไม่แน่นอน นักปักษีวิทยาบางท่าน ถือว่า ทั้งสองชนิดย่อย เป็นชื่อพ้องกัน หรือ เป็นชนิดเดียวกัน
นกตบยุงหางยาว เป็นนกตบยุงที่มีแถบสีขาวใต้คอ กว้างกว่า ชนิดอื่นทุกชนิดที่พบในประเทศไทย นกตัวผู้ ขณะบิน จุดสีขาวที่ปีกจะกว้างกว่า และ เห็นเด่นชัด นกตัวเมีย บริเวณนี้ เป็นสีขาวอมเหลือง หางยาวแผ่กว้าง สีขาวที่ปลายหางสองคู่นอก และ ยาวเพียง หนึ่งในสี่ของความยาวหาง เมื่อส่องไฟดูขณะบินตอนกลางคืน จะเห็นเพียงขลิบปลายหางสีขาวเท่านั้น
แหล่งข้อมูล : " Nightjars : A guide to Nightjars and Related Nightbirds " by Nigel Cleere and Dave Nurney
" นกในเมืองไทย " โดย รศ. โอภาส ขอบเขตต์
" A field guide to the birds of Thailand and South - east Asia " by Craig Robson
ภาพโดย Photographer : Laurence Poh ( Malaysia ) , บรรพต กิตติกิ่งเลิศ ( Banphot Kittikinglert ) , สิงหา ชาตะวะสุ ( Singha Chatavasu )
ศุภลักขณ์ กลับดี ( Suppalak Klabdee ) , ทวีวัฒน์ สุปินธรรม ( Taweewat Supindham )
ขอบคุณที่มาชม กรุณาแวะมาเยี่ยมเยือนใหม่ โอกาสหน้านะครับ
