นกติ๊ดใหญ่ / Great Tit / Parus major

นกติ๊ดใหญ่ อยู่ในวงศ์นกติ๊ด Family Paridae วงศ์ย่อย นกติ๊ด Subfamily Parinae นกในวงศ์ย่อยนี้ มีขนาดเล็กมาก จนถึงขนาดเล็ก ความยาวจากปลายปากจดหาง 10 - 20 ซม. บริเวณหัว อาจมีหงอนขน หรือ ไม่มี , ปาก ยาว และ เรียว , สันขากรรไกรบน ตรง , สันขากรรไกรล่าง เว้า หรือ ตรง , รูจมูก คลุมด้วยขน , ขนปลายปีกเส้นที่ 2 นับจากด้านนอก ยาวกว่า หรือ ยาวเท่ากับ ขนกลางปีก , หาง ยาวเท่ากับ หรือ สั้นกว่า ปีก . ทั่วโลกมีนกในวงศ์ย่อยนี้ 3 สกุล 53 ชนิด .ประเทศไทยพบทั้ง 3 สกุล คือ สกุลนกติ๊ดสุลต่าน , สกุลนกติ๊ดธรรมดา และ สกุลนกติ๊ดคิ้ว เหลือง
นกติ๊ดใหญ่ อยู่ในสกุลนกติ๊ดธรรมดา Gwenus Parus ชื่อสกุล มาจากรากศัพท์ภาษาละติน คือ parus แปลว่า นกติ๊ด นกในสกุลนี้ ไม่มี หงอนขนบนหัว , ปาก เรียว สันขากรรไกร ล่าง ตรง , ขนปลายปีก เส้นที่ 2 นับจากด้านนอก ยาวเท่ากับ ขนกลางปีก , หาง บางครั้ง ยาว เท่ากับ ปีก . ทั่วโลกมีนกในสกุลนี้ 51 ชนิด ประเทศไทยพบ 2 ชนิด คือ นกติ๊ดใหญ่ ( Great Tit ) และ นกติ๊ดแก้มเหลือง ( Yellow - cheeked Tit )
นกติ๊ดใหญ่ ( Great tit ) มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Parus major ชื่อชนิด มาจากรากศัพท์ภาษาละติน คือ major แปลว่า ใหญ่ ความหมายคือ " นกติ๊ดที่มีขนาดใหญ่ " พบ และ จำแนกชนิดได้ครั้งแรก ที่ ประเทศ สวีเดน ทั่วโลกมี 31 ชนิดย่อย ประเทศไทย พบ 3 ชนิดย่อย
สำหรับชื่อสามัญ
คำว่า Tit
ที่ใช้เรียกนกชนิดนี้ และ
นกชนิดอื่นๆในวงศ์เดียวกันนั้น
เป็นคำที่กร่อนมาจากคำว่า Titmouse
ในยุคกลางของอังกฤษ
ราวศตวรรษที่ 14
โดยมาจากคำว่า Tit ซึ่งแปลว่า
สัตว์
หรือสิ่งของเล็กๆ
กับคำว่า mouse
ซึ่งเป็นคำ ที่ใช้ใน
ยุคโบราณของอังกฤษ
ซึ่งใช้เรียกนกชนิดหนึ่ง
แต่ไม่ทราบว่าเป็นนกอะไร
เพราะนานมาแล้ว
เมื่อรวมความแล้ว Titmouse
จึงแปลว่า นกตัวเล็กๆ
คำว่า Tit
จึงแปลว่า
นกตัวเล็กๆนั่นเอง
อย่างไรก็ดี มีนกติ๊ดอีก
4 ชนิด ที่ได้ชื่อว่า Titmouse
อยู่เช่นเดิม เช่น Tufted
Titmouse , Plain Titmouse แต่น่าแปลกที่นกติ๊ด
ทั้ง 4 ชนิด
ล้วนแต่พบในทวีป
อเมริกาเหนือ
แทบทั้งนั้น
มิใช่ในทวีปยุโรป
ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิด ของ ชื่อ
Titmouse
ส่วนการที่ชาวยุโรป
ใช้คำว่า Great
Tit หรือ
นกติ๊ดใหญ่ ทั้งชื่อสามัญ และ
ชื่อละติน
ที่หมายถึงนกติ๊ดใหญ่
ก็เพราะในยุโรป
มีนกติ๊ดใหญ่เพียงชนิดเดียว
ที่ตัวโตสุด ขณะที่
นกติ๊ดชนิดอื่นมีขนาดเล็กกว่า
ก่อนที่ชาวยุโรป จะรู้ว่า
มีนกติ๊ดชนิดอื่นในซีกโลกอื่น
ที่มีขนาดใหญ่กว่า เช่น Yellow
- cheeked Tit
และ Sultan Tit
เป็นต้น
รูปร่างลักษณะโดยทั่วไป เป็นนกขนาดเล็กมาก ความยาวจากปลายปากจดหาง 13 ซม. รูปร่างค่อนข้างท้วม , ปาก สั้นตรง และยาวเป็นรูปกรวย ซึ่งสั้นกว่าหัว , รูจมูกมีขนปกคลุมหนาแน่น ปีกสั้น และ มนกลม ประกอบด้วยขนปลายปีก 10 เส้น , ขนหาง ค่อนข้างยาว ตอนปลายเว้า เล็กน้อย ประกอบด้วยขนหาง 12 เส้น , ขา และ นิ้วเท้า สั้น แต่แข็งแรง ใช้เกาะกิ่งไม้ ได้ทุก แนว ทั้งด้านบน ด้านล่าง ด้านข้าง ทั้งในแนวตั้ง หรือ แนวนอน แม้กระทั่ง เปลือกลำต้นไม้ใหญ่ หรือ ช่อใบสน มันก็เกาะได้ถนัด และ คล่องแคล่ว ด้วย , นกทั้งสองเพศ สีสันคล้ายกัน นกที่เต็มวัย บริเวณหัว ใต้คอ และ ตรงกลางอก สีดำ , แก้ม สีขาว , ลำตัวด้านล่าง สีขาว มีแถบสีดำตรงกลาง , ลำตัวด้านบน สีออกเทา , ปีก มีลายสีเทา
นกที่ยังไม่เต็มวัย หัว ใต้คอ และ ตรงกลางอก สีน้ำตาลแกมดำ , ลำตัวด้านล่าง มีลายแต้มสีเหลือง , ลำตัวด้านบน มีลายแต้ม สีเขียว , ด้านข้างหัว และลำตัวด้านล่าง มักมีแต้มสีออกเหลือง , เส้นสีดำที่พาด จากใต้คอลงมาที่อก และ ท้อง มีขนาดเล็ก และ ขาดเป็นช่วงๆ ไม่ต่อกันเสียทีเดียว
ชนิดย่อยที่เป็นชนิดอ้างอิงหลัก คือ P . m . ambiguus นกตัวผู้เต็มวัย ลำตัวด้านบน สีเทา , หัว และ เส้นที่ลากผ่านใต้คอลงมาถึงท้องตอนล่าง สีดำ มีแต้มขนาดใหญ่สีขาว ที่ด้านข้างของหัว , ท้ายทอยมีแต้มเล็กๆ สีขาว , ปีก มีลายพาดสีขาว แถบเดียว , ลำตัวด้านล่างส่วนที่เหลือง สีขาว , ขนปีกบินเส้นนอกสุด สีขาว , ขนหางเส้นนอก สีขาว
ชนิดย่อย P . m . nubicolus พบทางตอนเหนือ ของ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และ ภาคตะวันออก ของ เมียนม่าห์ , ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ของ ไทย , ภาคเหนือ ของ ลาว , ภาคตะวันตก ของ ตังเกี๋ย
ชนิดย่อย P . m . subtibetanus พบทางภาคเหนือ ด้านตะวันออก ของ เมียนม่าห์ ชนิดย่อยนี้ ตัวโตกว่าชนิดย่อยอื่น บริเวณไหล่ มีแต้มสีออกเขียวอมเหลือง ขนปีกบิน มีแต้มสีฟ้าอมเทา , ขนหางเส้นนอก มีสีขาวเกือบทั้งเส้น
ชนิดย่อย P . m . commixlus พบทางภาคเหนือ ของ เวียตนาม ขนาดลำตัวจะประมาณกลางๆ ระหว่างชนิดย่อยอื่นๆ ( ให้คำนึงถึงบริเวณแพร่กระจายด้วย ในการจำแนก )
ชนิดย่อยอื่นๆ ที่พบทางเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ชนิดย่อย P . m . nipalensis พบทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ , ภาคตะวันตก , ภาคเหนือ , ภาคกลาง และ ภาคใต้ ของ เมียนม่าห์
ชนิดย่อย P . m . templorum พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของ ไทย , ตอนใต้ ของ ลาว , ตอนใต้ ของ เวียดนาม
นิสัยประจำพันธุ์
มักพบอยู่เป็นคู่
หรือ เป็นฝูงเล็กๆ และ
อาจพบอยู่รวมกับนกติ๊ดอื่นๆ
นกไต่ไม้ นกเปลือกไม้
นกกระจ้อย และ
นกกินแมลงต่างๆ
มักเกาะตามใบไม้ ยอดไม้
และ กิ่งของไม้พุ่ม
บางครั้งเกาะตามกิ่งของ
ต้นไม้ใหญ่
สามารถเกาะได้ทุกแนวทั้งด้านบน
ด้านข้าง หรือ ด้านล่าง
บางครั้งพบกระโดดตามพื้นดิน
เวลาพักผ่อนนอนหลับในเวลากลางคืน
จะเข้าไปนอนในโพรงไม้ ซึ่งบางครั้งเป็นโพรงของตอไม้ที่อยู่ติดพื้นดิน
นกติ๊ดใหญ่ ขยันออกหากิน
ตั้งแต่เช้าตรู่
และ
เรามักได้ยินเสียงร้องของมัน
ตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสางดี
มันร้องดังมาก และ
ส่งเสียงร้องได้หลายแบบ
โดยเฉพาะนกตัวผู้
เคยมีผู้บันทึกไว้ว่า
นกตัวผู้
ส่งเสียงร้องได้ตั้งแต่ 32
ถึง 40 แบบ
มันร้องเสียงแหลมดัง และ
กังวาน
จากการที่มันร้องได้หลายเสียง
ทำให้นักดูนก
มักสับสนว่า
เป็นเสียงของนกชนิดใดแน่
มักจะได้ยินเสียงร้องของมัน
ก่อนจะได้เห็นตัว
นกติ๊ดใหญ่ เป็นนกที่คล่องแคล่วว่องไว
และ
ขยันหากินอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เราจะเห็นมันกระโดด ไปตาม
กิ่งไม้ใหญ่
กิ่งเล็กๆ หรือ ตามช่อใบ
เพื่อค้นหาหนอน แมลง และ
แมงมุม ตามซอกเปลือกไม้
ใต้กิ่งไม้ และ
ใบไม้อย่างไม่รู้จักหยุดหย่อน
บางครั้ง เราก็เห็นมัน
เกาะห้อยหัวลงมาจากกิ่งไม้
หรือ ช่อใบ
ด้วยเท้าทั้งสองข้าง
หรือบางครั้ง ก็ใช้เท้าเพียงข้างเดียว
เพื่อค้นหาเหยื่อตามซอกกิ่งไม้
หรือ ใต้ใบไม้
เมื่อได้เหยื่อแล้ว
มันจะคาบมาวางไว้บนกิ่งไม้
แล้วใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบไว้
แล้วใช้ปากจิกกินทีละนิด
ทีละนิด จนหมด บางครั้ง ก็
เห็นมันไต่ไปตามลำต้นไม้ใหญ่
เพื่อค้นหา เหยื่อ
อย่างกับนกไต่ไม้
( Nuthatch )
นกติ๊ดใหญ่นั้นฉลาดมาก ในต่างประเทศ เคยมีรายงานว่า มันใช้ ปาก คาบยอดแหลมๆ แข็งๆ ของใบสน แล้วแหย่เข้าไปในโพรงที่หนอนอยู่ เพื่อแคะเอาหนอนออกมากิน นอกจากนี้ มันยังกินเมล็ดพืช อีกด้วย เมื่อคาบเมล็ดพืชได้แล้ว มันจะวางไว้บนกิ่งไม้ ใช้เท้าทั้งสองเหยียบไว้ และ ใช้ปากที่แหลมตรงของมัน กระทุ้งจนกระทั่งเมล็ดแตก แล้วมันก็จิกกินแต่เนื้อใน บางครั้งมันก็เอาเมล็ดพืชไปฝังไว้ตามซอก หรือ รู ในเปลือกไม้ แล้วจึงใช้ปากกระทุ้ง เพื่อกินเนื้อใน ใครเคยเก็บ ผลแก่ ของต้นสน มาลองแกะดู จะพบว่าแข็งมาก แม้แต่จะใช้นิ้วทั้งสิบนิ้วของเรา พยายามดึงเมล็ด แต่ละเมล็ด ออกจากผลของลูกสน ก็ยังทำได้ยาก หรือ ดึงไม่ออกเอาทีเดียว ไม่ต้องคิดถึง การแคะเอาเนื้อในเมล็ดสน ออกมาจากเปลือกแบนๆของมัน แต่ สิ่งนี้ นกติ๊ดใหญ่ ทำได้ง่ายๆ และ เป็นวิธีกินอาหารปกติทุกวันของมัน นกติ๊ดใหญ่ เป็นตัวอย่างที่ดี ของนกที่มีการพัฒนา ขั้นสูง โดยสามารถใช้ เครื่องมือทุ่นแรงอื่นๆ ในการหาอาหาร ในเมืองหนาว เวลาที่คนส่งนมบรรจุขวดแก้ว ที่มีฝาปิด เป็นอลูมิเนียมฟอยส์ พอคล้อยหลังคนส่งนม ที่มักวางขวดไว้ข้างประตูลูกค้า นกติ๊ดใหญ่ ก็จัดแจงใช้ปากฉีกกระดาษอลูมิเนียมฟอยส์ ที่ค่อนข้าง แข็ง ออกได้อย่างสบาย แต่มันก็ทำได้เพียง กินนมเพียงเล็กน้อย ที่มันพอจะใช้ปากแหย่ลงไปถึง นม ที่ระดับใกล้ปากขวดเท่านั้น ยังไม่พัฒนาไปถึงกับ บินไปเก็บเอาหลอดพลาสติด มาดูดจนหมดขวด แต่อย่างใด หรือป่านนี้ มันจะใช้หลอดดูดเป็นแล้วก็ไม่ทราบ
นกติ๊ดใหญ่ ชอบอยู่ตามลำพังตัวเดียว หรือ เป็นคู่ หรือ เป็นฝูงเล็กๆ เป็นนกที่ไม่ค่อยกลัวคน และ ค่อนข้างเชื่อง แต่ ไม่ค่อยอยู่นิ่ง จึงอาจมองดูมันได้ยาก เวลาที่มันหากินอยู่ในยอดสน ที่มีใบหนาแน่น เราแทบจะหมดโอกาสเห็นมัน เลยทีเดียว แต่ ถ้ามันบินลงมาหากินตามระดับล่างๆ ของต้นสน เราก็อาจจะส่องกล้องดูมันได้ง่ายขึ้น ในบางครั้ง มันก็บินขึ้นไปเกาะ และ กระโดดไปตามสายไฟฟ้าที่อยู่ใกล้ๆ ต้นสน หรือ บนหลังคาอาคาร จึงแลเห็นตัวของมันได้ถนัด ลักษณะเด่นที่แตกต่างจาก นกอื่นๆ ก็คือ บริเวณแก้มสีขาว และ เส้นสีดำ ที่ลากจากใต้คอ ลงไปตามแนว กึ่งกลางใต้ท้อง ซึ่ง เส้นสีดำนี้ ของนกตัวผู้จะกว้างกว่า ของนกตัวเมีย มาก ใช้บอกความแตกต่างของนกทั้งสองเพศได้อย่างง่ายที่สุด นอกจากสีของ นกตัวเมีย ซึ่ง สีอ่อนกว่า นกตัวผู้

แหล่งอาศัยหากิน พบตามป่าเต็งรัง ป่าสนเขา และ ป่าดงดิบเขา ปกติจะพบในระดับที่สูงกว่า 800 เมตร จากระดับน้ำทะเล ขึ้นไป จนถึงความสูง 2,135 เมตร จากระดับน้ำทะเล แต่ในบางพื้นที่ ทางภาคใต้ ของไทย พบในป่าชายเลน และ ป่าชายทะเล

อาหาร ได้แก่ ตัวหนอน แมลง ตั๊กแตน โดยเฉพาะตั๊กแตนกิ่งไม้ ที่พบตามป่าสน เมล็ดไม้ ดอกไม้ และ ผลไม้บางชนิด
ฤดูผสมพันธุ์ทำรังวางไข่
อยู่ในช่วงฤดูร้อน
ต่อ ฤดูฝน ระหว่างเดือนเมษายน
หรือ เดือนมิถุนายน
ทำรังตามโพรงไม้ที่มักเป็นโพรงตามธรรมชาติ
หรือ
โพรงเก่าของสัตว์อื่น
โดยมีวัสดุ อ่อนนุ่ม รองพื้น
เช่น มอส ขนนก
ขนสัตว์เลี้ยงลูก ด้วยนม ,
มักเลือกโพรงที่สูงจากพื้นดินปานกลาง
ปกติปากโพรงเล็ก
แต่ภายในโพรง ใหญ่พอประมาณ
อาจใช้ปาก ตกแต่งโพรงบ้าง ให้เหมาะสม โดยจะ
ขยายขนาดภายใน ของโพรง
ให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ
ตามการเติบโตของลูกนก วางไข่ครอกละ 3
- 4 ฟอง
เปลือกไข่ สีขาว หรือ
สีขาวแกมชมพู มีลายจุด หรือ
ลายขีด สีน้ำตาลแกมแดง
แต่บางฟอง ก็เป็นสีขาวล้วนๆ
ขนาดของไข่ 13.6 X 17.5 มม.
นกทั้งสองเพศ
ช่วยกันหาวัสดุเสริมรัง
ฟักไข่ และ เลี้ยงลูกอ่อน
ใช้เวลาฟักไข่ 10 - 11 วัน
เลี้ยงลูกอ่อน 10 - 12 วัน
ในประเทศไทย มีรายงานการพบรัง ของนกติ๊ดใหญ่ ที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยหลวงเชียงดาว ทำรังในโพรงดิน ข้างทางเดินในป่า ในเดือนเมษายน , ในเมียน ม่าห์ นกติ๊ดใหญ่ ทำรัง ในเดือนกุมภาพันธ์ ไปจนถึงเดือนเมษายน ในแถบอินโดจีน ทำรังในเดือนมีนาคม , มาเลเซีย ราวกลางเดือนมีนาคม จนถึง กลางเดือน กรกฎาคม
นกติ๊ดใหญ่ ทำรังในโพรงไม้ ซอกหิน โพรงดิน แต่ในต่างประเทศ นกติ๊ดใหญ่ชอบทำรังตามซอกหิน , รอยแตกของตัวอาคาร หรือ กำแพง บางครั้งเข้าไปทำรังใน กระบอกไม้ไผ่เก่าๆ , ในโพรงรัง ของ นกกะเต็น หรือ ในรังของนกอื่นที่ทิ้งร้าง , นกตัวเมีย จะเป็นผู้เลือกทำเลทำรัง ตามที่นกตัวผู้พาไปดู และ จะลงมือสร้างรังเอง แต่เพียงตัวเดียว มันจะนำเอา มอส และ หญ้าแห้ง มาใส่ไว้ในโพรง หรือ ในช่อง ที่มันเลือกไว้จนดูเป็นรูปรัง แล้วรองรังด้วยวัสดุนุ่มๆ เช่นขนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม บางชนิด ขนนก เป็นต้น ใช้เวลาทำรังไม่เกิน 20 วัน หรือน้อยกว่านั้น ในเมียนม่าห์ พบว่านกติ๊ดใหญ่ วางไข่ครอกละ 3 - 4 ฟอง แต่บางครั้งถึง 7 ฟอง แต่ในทวีปยุโรป นกติ๊ดใหญ่ อาจวางไข่มากถึง 18 ฟอง ซึ่งนับว่ามากทีเดียว สำหรับนก ขนาดเล็ก เช่นนี้ ใน จีน และ อินเดีย นกติ๊ดใหญ่ วางไข่ฤดูละ 2 ครั้ง แต่ในญี่ปุ่น นกติ๊ดใหญ่ วางไข่หลายครั้งในแต่ละฤดูผสมพันธุ์
นกตัวเมีย ทำหน้าที่กกไข่เพียงลำพังตัวเดียว โดยใช้เวลากกไข่ 12 - 15 วัน บางครั้ง นกตัวเมียจะเริ่มกกไข่ หลังจากวางไข่ฟองสุดท้ายได้ 1 - 2 วัน บางครั้งถึง 8 วัน จึงเริ่มกกไข่ แต่บางครั้ง มันก็เริ่มกกไข่ ตั้งแต่ 1 - 3 วัน ก่อนที่จะวางไข่ ฟองสุดท้าย ในระหว่างที่นกตัวเมียกกไข่ นกตัวผู้ จะหาอาหารมาป้อนให้ ถ้าหากนกตัวเมีย ที่กำลังกกไข่ ถูกศัตรูรบกวน มันจะขู่ศัตรู ด้วยการแผ่หาง ขยับปีก ให้กระทบกับผนังโพรงรัง พองขนแก้ม ที่มีสีขาว ออกมา และ ส่งเสียงขู่ฟ่อๆ ดังๆ ทำให้ศัตรูเข้าใจผิด าคิดว่าเป็นงู จึงไม่กล้าเข้าใกล้รังของมัน
แหล่งแพร่กระจายพันธุ์
(
กล่าวเฉพาะชนิดย่อย
ที่พบในเอเซียใต้ และ
เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ) เป็นนกประจำถิ่น
แต่ บางพวกจำนวนเล็กน้อย
มีการอพยพย้ายถิ่นด้วย
ทางภาคเหนือ ของเนปาล ,
เขตสัตว์ภูมิศาสตร์พาลีอาร์ติค
, อิหร่าน , อาฟกานิสถาน ,
อนุทวีปอินเดีย , จีน ,
ภาคเหนือ และ ภาคใต้
ของเกาหลี , ญี่ปุ่น ,
หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และ
ภาคตะวันตก ของ
หมู่เกาะซุนดาน้อย 
สำหรับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นนกประจำถิ่นที่พบได้ในทุกประเทศแถบนี้ ( ยกเว้น ไม่พบ ในเขตเทนเนอซาลิม ตอนใต้ ของเมียนม่าห์ , ภาคกลาง ภาคตะวันตก และ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ของ ไทย และ ไม่พบ ในสิงคโปร์ )
นกติ๊ดใหญ่ ที่พบในทวีปยุโรป และ ทวีปเอเซียนั้น มีสีสัน ฉูดฉาดกว่า นกติ๊ดใหญ่ ที่พบในประเทศไทยมาก เพราะส่วนล่างของลำตัว เป็นสีเหลืองสด ตัด กับเส้นสีดำ ที่ลากจากใต้คอ ลงมาตามแนวกึ่งกลางท้อง . ในเขตหนาว นกชนิดนี้เป็น นกที่พบได้ง่าย และ บ่อย ตามสวนหลังบ้าน สวนสาธารณะ สวนผลไม้ และ ป่าโปร่ง แต่กลับพบน้อยในป่าสน และ ป่าดงดิบ . ในฤดูร้อน นกติ๊ดใหญ่ จะหากินอยู่ตามยอดไม้ แต่พอย่างเข้าฤดูหนาว มันจะลงมาหากินบนพื้นดิน โดยกระโดดหากิน ไปเรื่อยๆ แม้ว่าในเขตหนาว ในฤดูหนาวหิมะตก และอาหารหายาก นกติ๊ดใหญ่ ก็สามารถลดอุณหภูมิในร่างกาย ให้ต่ำลงได้ตลอดคืน จากอุณหภูมิปกติ 41.8 องศาเซลเซียส ลงเหลือ 32 องศาเซลเซียส ทีเดียว ทั้งนี้เพื่อลดการใช้พลังงานในร่างกาย
ในทวีปยุโรป เมื่อถึงฤดูหนาว หิมะตก อาหารหายาก นกติ๊ดหลายชนิด เช่น Marsh Tit , Coal Tit จะพากันสะสมอาหาร พวก ผลวอลนัท ไว้กิน แต่นกติ๊ดใหญ่นั้น ฉลาดแกมโกงกว่า โดยจะไม่สะสมอาหาร แต่ จะคอยค้นหาอาหาร ที่นกติ๊ดชนิดอื่น สะสมเอาไว้ แล้วขโมยกิน . ชาวต่างประเทศที่รักนก ในเขตหนาว เมื่อหิมะตก มักเตรียมถาดอาหาร ไว้ให้นกชนิดนี้กินเสมอ เนื่องจากนกชนิดนี้ เป็นนกที่คุ้นตาชาวยุโรป และ อเมริกามาก โดยเป็นนกประจำสวนหลังบ้าน เลยก็ว่าได้ จึงมีผู้ศึกษา และ ทำการวิจัย เกี่ยวกับนกชนิดนี้กันมาก จนอาจกล่าวได้ว่า เป็นนกที่มนุษย์ให้ความสนใจ ศึกษาวิจัยมากที่สุด แม้แต่หนังสือหลายเล่ม ก็ ยังเขียนเจาะจงเฉพาะนกติ๊ดใหญ่ชนิดเดียว โดยเฉพาะหนังสือชื่อ The Great Tit ซึ่งแต่งโดย A . Gosler พิมพ์ปี พ.ศ. 2536 จัดว่าเป็นหนังสือเล่มที่ดีที่สุด เล่มหนึ่ง ที่เกี่ยวกับนกติ๊ดใหญ่
สำหรับประเทศไทย
เป็นนกประจำถิ่น
พบ 3 ชนิดย่อย
ชนิดย่อย P . m . nubicolus ชื่อชนิดย่อย มาจากรากศัพท์ภาษาละติน คือ nub , -e , -i แปลว่า เมฆหมอก และ col , -a , -i แปลว่า อาศัยอยู่ ความหมายคือ " พบหรือ อาศัยอยู่ในเมืองแห่ง เมฆ หมอก " ซึ่งก็คือ อำเภอไชยปราการ ทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพบ และจำแนกชนิดย่อยนี้ได้ครั้งแรก ชนิดย่อยนี้ พบเฉพาะทางภาคเหนือ
ชนิดย่อย P . m . templorum ชื่อชนิดย่อย มาจากรากศัพท์ภาษาละติน คือ templ , =um แปลว่า ที่โล่ง หรือ วัด และ -orum แปลว่า สถานที่ ความหมาย คือ " นกที่พบบริเวณที่โล่ง " พบ และ จำแนกชนิดได้ครั้งแรก ที่ จังหวัด เพชรบูรณ์ ชนิดย่อย นี้ พบ ทางภาคกลางตอนบน และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ชนิดย่อย P . m . ambiguus ชื่อชนิดย่อย มาจากรากศัพท์ ภาษาละติน คือ ambig , -u หรือ ambigere แปลว่า สงสัย อาจมีความหมายถึง การที่ไม่แน่ใจว่า จะจัดไว้เป็นอีกชนิดย่อยหนึ่ง หรือ ไม่ เพราะอาจมีลักษณะ คล้ายกับชนิดย่อยอื่น พบ และ จำแนกชนิดได้ครั้งแรก ที่ เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ในประเทศไทย พบชนิดย่อยนี้ ทางภาคใต้ตอนล่าง
นกติ๊ดใหญ่ ชนิดย่อย
P . m .
nubicolus ที่พบทางภาคเหนือ
ด้านตะวันตก เช่น
ที่ดอยอ่างขาง นั้น นกตัวผู้
และ นกตัวเมีย มีสีสันคล้ายคลึงกันมาก
แยกความแตกต่างได้ยาก , หัว ท้ายทอยตอนบน
ด้านข้างของคอ และ ใต้คอ
เป็นสีดำ เหลือบ น้ำเงิน
เล็กน้อย ซึ่งล้อมรอบขนคลุมหู และ
บริเวณแก้ม สีขาว
ไว้แลเห็นเด่นชัดมาก ,
ท้ายทอยตอนล่าง
เป็นสีขาวขุ่นๆ
ซึ่งค่อยๆกลืนกับหลัง และ
ไหล่
ซึ่งเป็นสีเขียวอ่อนๆ , ตะโพก และ
ขนคลุมโคนหางด้านบน
รวมทั้งขนหาง เป็นสีเทาอมฟ้า
แต่ขนหางจะมีสีคล้ำกว่า ยกเว้น
ด้านนอกของขนหางคู่นอกสุด
ซึ่งเป็นสีขาว เห็นได้ชัดเจน
, ขนคลุมปีก
เป็นสีเทาอมฟ้า ,
ปลายขนคลุมปีกด้านนอกสุด
เป็นสีขาว , จึงเห็นเป็น
แถบสีขาว
ขวางตรงกลางปีก , ขนปลายปีก
และ ขนกลางปีก ด้านนอก เป็นสีเทาคล้ำๆ
, ขนกลางปีกด้านใน
เป็นสีเทาคล้ำเช่นกัน แต่ขอบขนเป็นสีขาว ,
ส่วนล่างของลำตัว
ตั้งแต่หน้าอก ท้อง
ลงไปจนถึงขนคลุมใต้โคนหาง เป็นสีขาวขุ่นๆ ,
มีสีดำที่ใต้คอ
ลากลงไปตามแนวกึ่งกลางท้อง
จนถึง ขนคลุมใต้โคน หาง
จึงแบ่งสีขาวขุ่น
ของส่วนล่างของลำตัว
ออกเป็น 2 ส่วน ,
แถบเส้นสีดำนี้
ของนกตัวผู้จะกว้างกว่า
นกตัวเมีย , ม่านตา
สีน้ำตาลเข้ม , ปาก สีดำ ,
ขอบปาก
สีจางเล็กน้อย , ขา และ
นิ้วเท้า สีเทา 
นกติ๊ดใหญ่ ที่พบทางภาคเหนือ พบได้ทั่วไปตาม ป่าดิบเขา ซึ่งมีป่าสนสามใบ และ สนสองใบ ขึ้นปะปนกันอยู่ หรือ ในป่าสนสามใบ หรือ สนสองใบล้วนๆ ทั้งที่เป็นป่าสนธรรมชาติ และ ป่าสนปลูก ในระดับความสูงมากกว่า 800 เมตร จากระดับน้ำทะเลขึ้นไป จนถึง 1,675 เมตร เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยสุเทพ - ดอยปุย , ดอยหลวงเชียงดาว , ดอยฟ้าห่มปก และ ดอยอ่างขาง ซึ่งล้วนอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งสิ้น ชนิดย่อยนี้ นอกจากจะพบในประเทศไทย แล้ว ก็ยังพบใน เมียนม่าห์ ด้านตะวันออกเฉียงใต้ , ภาคเหนือ ของ ลาว , และ ภาคเหนือ ของ เวียดนาม
นกติ๊ดใหญ่ ชนิดที่พบทางภาคเหนือ เป็นนกชนิดหนึ่ง ในบรรดานกที่พบในประเทศไทย ไม่กี่ชนิด ที่ชอบอาศัยอยู่ใน ป่าสนเขา ไม่ว่าจะเป็นป่าสนตามธรรมชาติ หรือ ป่าสนปลูกก็ตาม
ส่วนชนิดย่อย ที่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคใต้ มีส่วนบนของลำตัว หลัง และ ไหล่ เป็นสีเทาอมฟ้า ไม่ใช่สีเขียวหม่นๆ อย่างชนิดย่อยที่พบทางภาคเหนือ ส่วนชนิดย่อย ที่พบ ทาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีส่วนบนของลำตัว เป็น สีเทาอ่อนปนฟ้าเล็กน้อย , ส่วนล่างของลำตัว เป็นสีขาวอมเทาจางๆ แกมสีเนื้อเล็กน้อย , สีข้างสีเทาเข้ม ส่วนชนิดย่อย ที่พบทาง ภาคใต้ ส่วนบนของลำตัว สีเทาเข้มแกมฟ้า , ส่วนล่างของลำตัว สีเทาจางๆ , สีข้าง สีเทาเข้ม , เมื่อดูเผินๆ นกติ๊ดใหญ่ ชนิดย่อย ambiguus มีสีคล้ำ จนดูออกดำ ซึ่งก็เช่นเดียวกับนก หรือ สัตว์อื่นๆ ที่อาศัยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร จะมีสีออกดำกว่า นกหรือสัตว์อื่น ชนิดเดียวกัน ที่อาศัยอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตร , บนเกาะบอร์เนียว ซึ่งมีเส้นศูนย์สูตรลากผ่าน จะพบนกติ๊ดใหญ่ อีกชนิด ย่อย หนึ่ง คือ P . m . sarawacensis ซึ่งมีสีออกดำกว่า นกติ๊ดใหญ่ พันธุ์ที่พบทางภาคใต้ ของประเทศไทยเสียอีก
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นกติ๊ดใหญ่ ก็ยังพบ ในป่าสนสามใบ หรือ สนสองใบ ซึ่งปะปนอยู่กับป่าเต็งรัง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จ. เพชรบูรณ์ , จ.อุบลราชธานี รวมทั้งบนภูกระดึง จ. เลย ด้วย นอกจากนี้ ก็ยังพบใน ภาคใต้ของลาว , และ ตอนใต้ ของเวียดนาม ส่วนที่พบทางภาคใต้ จะพบตามป่าชายเลน ป่าชายหาด รวมทั้งบนต้นสนทะเล ทั้งสองฝั่งคาบสมุทรภาคใต้ ตั้งแต่คอคอดกระลงไป เช่น จ. ภูเก็ต , จ.ตรัง และ จ.ปัตตานี รวมทั้งตามป่าโกงกาง หน้าเมืองกระบี่ด้วย นอกจากนี้ยังพบทางตอนใต้สุดของเมียนม่าห์ , คาบสมุทรมาลายู รวมทั้งเกาะปีนัง และ สุมาตรา
แหล่งข้อมูล : " นกในเมืองไทย " โดย รศ. โอภาส ขอบเขตต์
" นกติ๊ดใหญ่ " โดย สุธี ศุภรัฐวิกร
" A field guide to the birds of Thailand and South - east Asia " by Craig Robson
ภาพโดย Photographer : ไชยา ศิริมา ( Chaiya Sirima ) , บรรพต กิตติกิ่งเลิศ ( Banphot Kittikinglert )
ชัยวัฒน์ ชินอุปราวัฒน์ ( Chaiwat Chinuparawat )
ขอบคุณที่มาชม กรุณาแวะมาเยี่ยมเยือนใหม่ โอกาสหน้านะครับ
