นกกระจอกบ้าน / Eurasian Tree - Sparrow / Passer montanus

ชื่อเรียกอื่น European Tree Sparrow , Tree sparrow
วงศ์นกกระจอก Family Passeridae นกในวงศ์นี้มีขนาดเล็กมากจนถึงขนาดเล็ก ( 10 - 20 ซม. ) ลักษณะภายนอกค่อนข้างแตกต่างกัน ปากยาวปานกลาง ปลายปากแหลม หรือ ปากสั้นเป็นปากกรวย หางยาวปานกลาง ปลายหางแหลม มน ตัด หรือ เว้าตื้น อาศัยและหากินตามทุ่งโล่ง หมู่บ้าน หรือชายแหล่งน้ำ มีทั้งที่หากินตามกิ่งไม้และบนพื้นดิน กินแมลง ธัญพืช และเมล็ดของไม้ต้น รังมีรูปร่างแตกต่างกันตั้งแต่แบบง่ายๆ จนถึงแบบแขวน มีการสานวัสดุอย่างละเอียดลออ
นกในวงศ์นี้กำเนิดมาตั้งแต่สมัยไมโอซีน ในยุคเทอร์เชียรี หรือ ประมาณ 25 - 13 ล้านปีมาแล้ว กระจายพันธุ์ทั่วโลก มีทั้งหมด 57 สกุล 386 ชนิด แบ่งออกเป็น 5 วงศ์ย่อย ประเทศไทยพบ 4 วงศ์ย่อย คือ วงศ์ย่อยนกกระจอก ( Subfamily Passerinae ) วงศ์ย่อยนกเด้าลม ( Subfamily Motacillinae ) วงศ์ย่อยนกกระจาบ ( Subfamily Ploceinae ) และ วงศ์ย่อยนกกระติ๊ด ( Subfamily estrildinae )
วงศ์ย่อยนกกระจอก Subfamily Passerinae
นกในวงศ์ย่อยนี้มีปากอ้วน
เป็นปากกรวย หนาประมาณ 3 ใน 4
ของความยาวหรือมากกว่า
สันขากรรไกรล่างยาวกว่าความกว้างของปาก
รูจมูกมน มุมปากมีขนแข็ง ขนปลายปีก
3 เส้น
เส้นนอกสุดยาวที่สุด
ปีกยาวกว่าแข้ง หาง ยาวประมาณ
3 ใน 4 ของปีก
นิ้วกลางรวมทั้งเล็บยาวเท่ากับแข้ง
ทำรังบนต้นไม้
ตามซอกหรือชายคาบ้าน
หรือสิ่งก่อสร้าง
รังเป็นรูป กระโจมหรือทรงกลม
อาศัยและทำรังรวมกันเป็นฝูงใหญ่
มีหลายชนิดที่ตัวผู้และตัวเมีย
มีสีแตกต่างกัน
ทั่วโลกมีนาในวงศ์ย่อยนี้ 4
สกุล 36 ชนิด ประเทศไทยพบ 1 สกุล
คือ สกุลนกกระจอก Genus Passer
นกกระจอกบ้าน อยู่ในสกุลนกกระจอก Genus Passer ชื่อสกุลมาจากรากศัพท์ภาษาละติน คือ passer แปลว่านกกระจอก ลักษณะของสกุล ไม่แตกต่าง จากลักษณะของวงศ์ย่อย ทั่วโลกมีนกในสกุลนี้ 23 ชนิด ประเทศไทยพบ 4 ชนิด คือ นกกระจอกใหญ่ Hous Sparrow , นกกระจอกป่าท้องเหลือง Russet Sparrow , นกกระจอกตาล Plain - backed Sparrow และ นกกระจอกบ้าน Eurasian Tree sparrow
นกกระจอกบ้าน มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Passer montanus ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละติน คือ mont หรือ montis แปลว่าภูเขา ความหมายคือ " นกที่พบบริเวณที่สูง " พบและจำแนกชนิดได้ครั้งแรก บริเวณตอนเหนือ ของประเทศอิตาลี ทั่วโลกมี 10 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย
นักวิทยาศาสตร์ถือกันว่า นกกระจอกเป็นแบบฉบับของนกในอันดับนกเกาะคอน ( Order Passariformes ) หรือเป็นตัวแทนของนกเกาะคอนทั้งหลาย จึงนำคำว่า Passer มาใช้ตั้งชื่ออันดับของ นกเกาะคอน คำว่า Passerine หรือ Passeriformes จึงมาจากรากศัพท์ Passer ที่แปลว่านกกระจอกนั่นเอง นอกจากนี้จากลักษณะทางกายวิภาค ( anatomy ) และจากการตรวจสอบทางชีวเคมี ( biochemistry ) ของนกกระจอก ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า นกกระจอกมีวิวัฒนาการสูงกว่านกชนิดอื่นๆ เกือบจะทั้งหมด และในตำราต่างๆ ก็มักจะเรียงวงศ์ ( Family ) ของนกกระจอก ไว้รองสุดท้าย ก่อนวงศ์ของ นกจาบปีกอ่อน ( Finches ) เท่านั้น
ชื่อวิทยาศาสตร์ของ นกกระจอกบ้าน กลับมีความหมายแตกต่างจากชีวิตจริงของมันโดยสิ้นเชิง เพราะชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Passer montanus ชื่อสกุลคือ Passer เป็นคำภาษาละติน แปลว่า นกกระจอก ส่วนชื่อชนิดคือ montanus เป็นคำภาษาละติน แปลว่า แห่งภูเขา หรือ อาศัยบนภูเขา ความหมายคือ นกกระจอกที่อาศัยบนภูเขา ทั้งนี้เพราะนกชนิดนี้พบและจำแนกได้ครั้งแรกในทวีปยุโรป ซึ่งมันอาศัย อยู่ตามป่าตามเขา ไม่ใช่ตามหมู่บ้าน และตัวเมือง เหมือนทางเอเซีย
รูปร่างลักษณะ
เป็นนกขนาดเล็กมาก ( 15 ซม.
)
นกทั้งสองเพศมีลักษณะและสีสันคล้ายกัน
ปากอ้วนสั้น เป็นปากกรวย
หัวค่อนข้างใหญ่ คอสั้น
ปีกสั้น ปลายปีกมน หางค่อนข้างสั้น หน้าผาก
กระหม่อม
จนถึงท้ายทอยสีน้ำตาลเข้มแกมแดง
หัวตาและรอบๆตาเป็นสีดำ , คาง ใต้คอมีแต้มสีดำ
บริเวณแก้มและขนคลุมหู
และเกือบรอบหลังคอเป็นสีขาว
หัวด้านข้างและคอสีขาว
ขนบริเวณหู
มีแถบขนาดใหญ่สีดำ ใต้คอสีดำ
ลำตัวด้านบน และปีก
สีน้ำตาลเข้ม
ขนปลายปีกและขนโคนปีกมีแถบสีขาวสองแถบ ลายขีดสีขาวนี้เกิดจาก
ขนคลุมกลางปีกมีสีดำตอนโคน
และมีสีขาว ตอน ปลายขน
จึงเห็นเป็นแถบขาวขวางขนคลุมปีกไว้
ขนปลายปีกสีดำ
แต่ขอบขนเป็นสีน้ำตาลเล็กน้อย
ขนกลางปีกเป็นสีดำ แต่ขอบขนเป็นสีน้ำตาลกว้างๆ
มีลายดำใหญ่ๆกระจายทั่วไป
ขนหาง สีน้ำตาลคล้ำ
ลำตัวด้านล่าง ตั้งแต่อกไปจนถึงขนคลุมใต้โคนหางสีขาวแกมเทา แต่ด้านข้างของอกและสีข้าง มีสีแกมน้ำตาลจางๆ ม่านตาสีน้ำตาล ปาก สีดำ ขาและนิ้วเท้าสีน้ำตาลแกมชมพู เล็บสีดำ ปกติแล้ว นกตัวผู้ ในฤดูผสมพันธุ์ จะมีสีสันสดเข้ม สีน้ำตาลแดงที่กระหม่อม จะกว้างและเข้ม นอกฤดูผสมพันธุ์ นกตัวผู้จะมีสีคล้ายนกตัวเมีย แต่สีน้ำตาลแดงตามลำตัวก็ยังเข้มกว่านกตัวเมีย ส่วนนกตัวเมีย และ นกที่ยังไม่เต็มวัย สีลำตัวโดยทั่วไปเป็นสีน้ำตาลอ่อนเรียบๆ ท้องส่วนใหญ่เป็นสีออกน้ำตาลอ่อน สีน้ำตาลแดงที่ปีกค่อนข้างคล้ำ ลวดลายตามลำตัวเลือนไม่ชัดเจน
นิสัยประจำพันธุ์ เป็นนกที่คนทั่วไปคุ้นเคยกันมาก และนับเป็นนกที่รบกวนความเป็นอยู่ของคนมากชนิดหนึ่ง เพราะชอบเกาะตาม ชายคา หลังคา ขื่อ แป ซอกมุมของบ้านเรือน หรือแม้กระทั่ง โคมไฟที่ห้อยหรือแขวนตามเพดานหรือผนังบ้าน ถ่ายมูลหรือทำรัง ทำให้ บ้านเรือนสกปรก นอกจากอาคาร บ้านเรือนแล้ว ยังเกาะตามกิ่งไม้ สายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ และ บางครั้ง ก็ลงมาหากิน ที่พื้นดิน เป็นนกที่ส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ โดยเฉพาะในช่วงตอนเย็น ก่อนมืดค่ำ เนื่องจากแย่งที่เกาะนอน เมื่อมืดแล้วเสียงจึงเงียบไป และมาดังอีกช่วงเช้าตรู่เมื่อ แยกกันออกไป หากิน นกกระจอกบ้าน มีพฤติกรรมอาบน้ำ และอาบฝุ่น ซึ่งมักเห็นเป็นประจำเกือบทุกฤดูกาล
แหล่งอาศัยหากิน
ในแถบเอเซีย
นกกระจอกบ้านอาศัยและหากินเฉพาะตามหมู่บ้านหรือบริเวณใกล้เคียงหมู่บ้าน
ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง
1,800 เมตร จากระดับน้ำทะเล
แต่ส่วนใหญ่ จะพบ ในระดับต่ำ
อาจพบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูงใหญ่ 
อาหาร ได้แก่ เมล็ดข้าวเปลือก ธัญพืช เมล็ดหญ้า แมลง ตัวหนอน สัตว์ขนาดเล็ก และ เศษอาหารเหลือทิ้ง จากครัวเรือน สำหรับเมล็ดข้าวเปลือก มันจะกินทั้งในนาและในยุ้งฉาง จึงนับว่าเป็นนกที่ ทำลายข้าวในยุ้งฉาง มากชนิดหนึ่ง
ฤดูผสมพันธุ์ทำรังวางไข่ ผสมพันธุ์เกือบตลอดปี ทำรังตามชายคาบ้าน ขื่อ แป ซอกหลังคาบ้าน บานเกล็ด โคมไฟฟ้าที่แขนตามเพดาน ผนังอาคารบ้านเรือน และ สิ่งก่อสร้างต่างๆ นกทั้งสองเพศ ช่วยกันหาวัสดุ โดยเฉพาะหญ้าแห้ง รังมีรูปร่างขึ้นอยู่กับบริเวณและรูปร่างของสิ่งก่อสร้าง ส่วนใหญ่เป็นรูปกระโจมหรือทรงกลม มีทางเข้าออกทางด้านข้าง วางไข่ครอกละ 4 - 6 ฟอง เปลือกไข่สีขาว ถึงน้ำตาลอ่อน เป็นมันไม่มีลาย ขนาดเฉลี่ย 13.9 X 18.2 มม. นกทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่ ใช้เวลาฟัก 11 - 12 วัน ลูกนกที่ออกจากไข่ใหม่ๆ มีรูปร่างเทอะทะ หัวโต ตาโปน ท้องป่อง ยังไม่ลืมตา ไม่มีขนคลุมลำตัว และ ขายังไม่แข็งแรงพอจะยืน หรือเดินได้ นกทั้งสองเพศจะช่วยกันกกลูกและหาอาหารมาป้อน ในช่วงแรก อาหารที่นำมาป้อน ส่วนใหญ่ เป็นตัวหนอนและแมลง โดยพ่อแม่ จะคาบมาป้อนใส่ปากของลูก ที่คอยอ้ารับอยู่ ลูกเจริญเติบโตและพัฒนาขนคลุมลำตัวค่อนข้างเร็วมาก อายุ 3 สัปดาห์จะมีขนคลุมเต็มตัวและสามารถบินได้
นกกระจอกบ้าน เป็นนกที่จับคู่กันตลอดทั้งปี จึงมีฤดูผสมพันธุ์ตลอดทั้งปีด้วย แต่จะพบมากว่าทำรังส่วนใหญ่ในเดือนธันวาคม และ มกราคม นกกระจอกบ้านในทวีปยุโรป จากการวิจัยพบว่า จับคู่กันตลอดชีวิต ถ้าหากตัวใดตัวหนึ่งตายไปก่อน ตัวที่ยังมีชีวิตอยู่จะไปจับคู่กับ นกกระจอกบ้านอื่น ที่เพิ่งโตเต็มวัย และ จับคู่กันไปจนตลอดชีวิต เข้าใจว่านกกระจอกบ้านในประเทศไทย ก็คงจับคู่กันตลอดชีวิต เช่นกัน

แหล่งแพร่กระจายพันธุ์ พบในยุโรป ยูเรเซีย อินเดีย จีน เกาะไหลำ ไต้หวัน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และมีการนำเข้าไปใน ฟิลิปปินส์ เกาะสุลาเวสี เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ออสเตรเลีย และ สหรัฐอเมริกา
นกกระจอกบ้านที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีนี้
จัดว่าเป็นนกที่มีการแพร่กระจายกว้างขวางมากชนิดหนึ่ง
เพราะพบทั่วทั้งทวีปยุโรปแอฟริกา
ตอนเหนือของทะเลทรายสะฮาร่า
เรื่อยเข้ามาทวีปเอเซีย เกือบทั่วทั้งทวีป
รวมทั้งเกาะและหมู่เกาะตามชายฝั่งทวีปเหล่านี้ด้วย
เนื่องจากนกกระจอกบ้าน
มีการแพร่กระจายกว้างขวางเช่นนี้
จึงทำให้
นกกระจอกบ้านในแต่ละภูมิภาค
มีสีสันผิดเพี้ยนกันไปบ้าง
แม้ว่าเพียงเล็กน้อย
เพียงแค่ความอ่อนแก่ของสี
แต่ก็ทำให้นักวิทยาศาสตร์จำแนก
นกชนิดนี้ออกได้ไม่ต่ำกว่า
22 ชนิดย่อย แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะยอมรับเพียง
7 ชนิดย่อยเท่านั้น เพราะอีก 15
ชนิดย่อยนั้น มีสีสัน
คล้ายคลึงกับชนิดย่อยทั้ง
7 ชนิดนี้ แต่ที่น่าแปลกคือ
นกกระจอกบ้านทั้ง 7
ชนิดย่อยจะอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
ชนิดย่อยแรกที่ชาวตะวันตกรู้จักกัน คือ นกกระจอกบ้านพันธุ์ยุโรป มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Passer montanus montanus ชนิดย่อยนี้พบทั่วทั้งทวีปยุโรป ตุรกี เอเซียตอนเหนือ มองโกเลียตอนเหนือ แมนจูเรีย และ เกาหลีเหนือ อาศัยอยู่ในป่าโปร่ง พื้นที่เกษตรกรรม พุ่มไม้รอบๆหมู่บ้าน และ พื้นที่รกร้าง ว่างเปล่า มิได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านและตัวเมือง ทั้งนี้ก็เพราะในหมู่บ้านและตัวเมือง มีนกกระจอกใหญ่ ( Hous Sparrow ) Passer dormestious เข้าไปอาศัยหากิน และ ทำรังวางไข่อยู่เต็มไปหมด
ชาวตะวันตกจึงได้เรียกมันว่า
Tree Sparrow
ซึ่งแปลว่านกกระจอกต้นไม้
แต่ต่อมาก็เรียกอีกชื่อว่า
European Tree Sparrow เพื่อมิให้ซ้ำกับ
นกจาบปีกอ่อน ชนิดหนึ่ง
ในทวีปอเมริกาเหนือ
ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า
Spizella arborea เพราะมีชื่อ สามัญว่า Tree
sparrow เช่นกัน แต่ในปัจจุบัน
ได้เปลี่ยนชื่อสามัญของนกจาบปีกอ่อนชนิดนี้ไปเป็น
American Tree Sparrow แล้ว
สำหรับชนิดย่อยอื่นๆ อีก 6 ชนิดย่อย ซึ่งมีถิ่นอาศัยอยู่รายรอบชนิดแรกนั้น ถ้าหากในหมู่บ้านและตัวเมืองไม่มีนกกระจอกใหญ่เข้าไปอาศัย นกกระจอกบ้านก็จะเข้าไปอาศัยอยู่แทน แต่ในบาง ภูมิภาค ทั้งนกกระจอกบ้านและนกกระจอกใหญ่ต่างก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านและตัวเมือง หรือ นกกระจอกบ้านอาศัยอยู่ในหมู่บ้านและตัวเมือง ส่วนนกกระจอกใหญ่อาศัยอยู่ตามชานเมือง และ รอบๆหมู่บ้าน
ในมองโกเลีย นกกระจอกบ้านอาศัยอยู่ในบริเวณซึ่งไม่มีต้นไม้เลย
ยิ่งกว่านั้น ในบางภูมิภาค
เช่น ประเทศเนปาล
นกกระจอกบ้าน อาศัยอยู่บน
ภูเขาสูง
ในระดับความสูงถึง 4,270 เมตร
จากระดับน้ำทะเล ทั้งๆที่นกกระจอกบ้านส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนที่ราบและเชิงเขา
หรือบนภูเขา ที่ไม่สูง มากนัก
ปัจจุบันนกกระจอกบ้าน
ได้ถูกนำไปแพร่พันธุ์ในประเทศต่างๆ
อีกมากมาย ทั้งที่มนุษย์
จงใจนำไป และ
ยานพาหนะต่างๆที่วิ่งกันอยู่ระหว่างประเทศต่างๆ
มีการขนส่งข้ามประเทศ
ข้ามทวีปกันตลอดทั้งวันทั้งคืน
พาหนะเหล่านี้ช่วยแพร่กระจาย
นกกระจอกบ้าน ออกไปในส่วน
ต่างๆ ของโลกมากมาย และ
นกกระจอกบ้านสามารถปรับตัวได้ดีในเกือบทุกแห่งทั่วโลก
เช่น
แพร่พันธุ์ในสหรัฐอเมริกา
อินเดีย หมู่เกาะต่างๆ
ของอินโดนีเซีย และ ในมหาสมุทร
แปซิฟิคตอนใต้
ออสเตรเลีย และ เกาะซาร์ดิเนียของประเทศอิตาลี
นอกจากนี้นกกระจอกบ้าน
ที่ผสมพันธุ์
วางไข่ในทวีปยุโรปและ
เอเซียตอนเหนือ ในฤดูหนาว
จะอพยพย้ายถิ่นไปหากิน
ทางตอนใต้ของยุโรปด้วย

สำหรับประเทศไทย เป็นนกประจำถิ่น พบมากทั่วประเทศ พบเฉพาะตามบ้านคน หรือ ใกล้หมู่บ้าน ไม่พบในป่าที่ห่างไกลหมู่บ้าน ประเทศไทย มีนกกระจอกบ้านอยู่เพียงชนิดย่อยเดียว คือ นกกระจอกบ้าน ชนิดย่อย Passer montanus malaccensis นอกจากประเทศไทยแล้ว นกกระจอกบ้าน ชนิดย่อยนี้ ยังพบได้ตั้งแต่ตอนใต้ของเทือกเขาหิมาลัย แถบรัฐอุตรประเทศ ทางด้าน ตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย เนปาล ผ่านรัฐสิกขิม ภูฐาน เรื่อยมายังรัฐอัสสัม บังคลาเทศ จนถึงเมียนม่าห์ มณฑลหยุนหนานของจีน ลาว เวียดนาม เขมร เกาะไหหลำ พวกที่อยู่ทางใต้ ของประเทศไทย กระจายพันธุ์ในคาบสมุทรมาลายู สิงคโปร์ สุมาตรา ชวา และ บาหลี นอกจากนั้นนกกระจอกบ้าน ยังติดไปกับเรือเดินสมุทร และได้เข้าไปแพร่พันธุ์ตาม ท่าเรือ หมู่บ้าน และเมือง ต่างๆ ตามชายฝั่งของบอร์เนียว และ บรูไน ด้วย นกกระจอกบ้านเป็นสัญลักษณ์ หรือ ดัชนีชี้ให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรือง และ ความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมด้วย เพราะมนุษย์ต้องทำลาย ธรรมชาติและ สภาพแวดล้อม เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรือง ให้กับตนเอง และการทิ้งเศษอาหาร เรี่ยราดในที่สาธารณะ ทำให้นกกระจอกบ้าน มีแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ก็ยิ่งเพิ่มจำนวนประชากร ได้รวดเร็ว ในขณะเดียวกัน ถ้าสภาพแวดล้อม มีมลภาวะมีการปนเปื้อนสารเคมีอันตราย หรือ มีขยะพิษสะสมมาก จำนวนประชากรนกกระจอกบ้าน ในแหล่งนั้นก็จะลดจำนวนลง นกชนิดนี้ จึงเป็น ดัชนีชี้วัดได้ทั้งความเจริญ และ ความเสื่อมโทรมไปพร้อมกัน
แหล่งข้อมูล : " นกในเมืองไทย " โดย รศ. โอภาส ขอบเขตต์
" นกกระจอกบ้าน " โดย สุธี ศุภรัฐวิกร
ภาพโดย Photographer : พิชิต ภูมะธน (Phichit Bhumadhana ) , ไชยา ศิริมา ( Chaiya Sirima ) , พิศิษฐ์ สิงห์ใจ ( Pisith Singjai )
ขอบคุณที่มาชม กรุณาแวะมาเยี่ยมเยือนใหม่ โอกาสหน้านะครับ