นกจุนจู๋หัวสีตาล  /   Chestnut - headed  Tesia  / Tesia  castaneocoronata

จัดทำโดย               

พื้นที่สำหรับภาพ ฝีมือคนไทย(ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ ) ( Space for Thai permission Image )

 คลิกเพื่อดูภาพจาก OBC Image เลื่อนลงด้านล่างสุดที่ช่อง select image for the specy มีช่องให้เลือกดูภาพอีกหลายภาพ กลับมาหน้านี้ด้วยปุ่ม BACK

    ชื่อเรียกอื่น  Chestnut - headed Ground Warbler 

   นกจุนจู๋หัวสีตาล  ( Chestnut - headed Tesia )  อยู่ในวงศ์ย่อยนกพง Subfamily Acrocephalinae  นกในวงศ์ย่อยนี้มีปากเรียวตรง  รูจมูกเปิดออกสู่ ภายนอก ขอบขากรรไกรบนค่อนข้างเป็นรอยบาก มุมปากมีขนแข็งเล็กน้อย ขนปลายปีกมี 10 เส้น โดยเส้นนอกสุดสั้นกว่าขนกลางปีก ปลายหางตัด หรือเว้าเล็กน้อย ปกติหางสั้นกว่าปีก มีขนหาง 12 เส้น  แข้งเรียบหรือคลุมด้วยเกล็ดชนิดเกล็ดซ้อน และมักยาวกว่านิ้วกลางรวมทั้งเล็บ นิ้วหลังและนิ้วข้าง ยาวเท่ากัน ทั่วโลกมีนกในวงศ์ย่อยนี้  36  สกุล  221  ชนิด ประเทศไทยพบ 10 สกุล คือ สกุลนกจุนจู๋ ( Genus Tesia ) , สกุลนกกระจ้อย หัวลาย ( Genus Urosphena ) , สกุลนกกระจ้อยสีไพล ( Genus Cettia ) , สกุลนกกระจ้อยพงหญ้า ( Genus Bradypterus ) , สกุลนกพงตั๊กแตน ( Genus Locustella ) , สกุลนกพง ( Genus Acrocephalus ) , สกุลนกกระจิบ ( Genus Orthotomus ) , สกุลนกกระจิ๊ด ( Genus Phylloscopus ) , สกุลนกกระจ้อย ( Genus Seicercus ) , สกุลนกกระจ้อยคอขาว ( Genus Abroscopus )

   นกจุนจู๋หัวสีตาล อยู่ในสกุลนกจุนจู๋ Genus Tesia   ชื่อสกุลเป็นคำในภาษาเนปาล คือ Tesi หมายถึงนกจุนจู๋ท้องเทา ซึ่งพบและจำแนกชนิดได้ครั้งแรก ที่ประเทศเนปาลและเป็นต้นแบบ ( type specimen ) ของนกในสกุลนี้ นกในสกุลนี้ ปากยาวเท่ากับหรือยาวกว่าครึ่งหนึ่งของความยาวหัวเล็กน้อย โคนปากกว้าง ปลายปากแบนข้างเล็กน้อย ขนแข็งมุมปากสั้น แข้งยาวมาก ปีกสั้นมาก ปลายปีกมน หางสั้นมาก  ทั่วโลกมีนกในสกุลนี้  5  ชนิด  ประเทศไทยพบ  3  ชนิด คือ ( 1 ) นกจุนจู๋หัวสีตาล ( Chestnut - headed Tesia ) , ( 2 ) นกจุนจู๋ ท้องเทาดำ( Slaty - bellied Tesia )  และ นกจุนจู๋ท้องเทา ( Grey - bellied Tesia )

        นกจุนจู๋หัวสีตาล  ( Chestnut - headed Tesia )   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tesia castaneocoronata  ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละติน คือ  castane  หรือ  castaneus แปลว่า สีน้ำตาล และ coronatus แปลว่ากระหม่อม (  coron หรือ coronare แปลว่า กระหม่อม และ -ta เป็นคำลงท้าย )  ความหมายคือ " กระหม่อมเป็นสีน้ำตาลแดง "  พบและจำแนกชนิดได้ครั้งแรกบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ทั่วโลกมี  3  ชนิดย่อย  ประเทศไทยพบ 1  ชนิดย่อย

   รูปร่างลักษณะ นกทั้งสองเพศสีสันคล้ายกัน  ชนิดย่อยที่เป็นชนิดอ้างอิงหลัก ได้แก่  T . c . castaneocoronata  มีลักษณะดังนี้  นกที่เต็มวัย  ในชุดที่ ผลัดขนเสร็จสมบูรณ์ใหม่ๆ  หน้าผาก กระหม่อม แก้ม และขนคลุมหู สีน้ำตาลแดงสดใส  มีจุดสีขาวขนาดใหญ่หลังตา , ไหล่ หัวปีก หลัง  ตะโพก และขนคลุมโคนหางด้านบน สีเขียวเข้มปนเขียว , หางและขนปีกบินสีเทาอมฟ้าเข้ม หรือเทาอมน้ำตาล , ขนปีก  ขลิบขอบขนสีเขียวเข้ม  ขนปลายปีกมีสีอ่อนกว่าขนกลางปีก  ลำตัวด้านล่างสีเหลือง ใต้คอสีเหลืองจะสดใสกว่าบริเวณอื่นๆ   บริเวณที่เป็นแถบขวางกลางอก สีข้าง โคนขา และ ขนคลุมใต้โคนหาง มีบริเวณที่เป็นสีเขียวเข้มแบบสีซึมอยู่บางส่วน , ปาก สีขาวอมเหลืองเข้ม หรือ สีน้ำตาล แต่บริเวณโคนปาก และ ปากล่างทั้งปาก สีออกเหลืองอมชมพู   ขาสีเขียวเข้มปนน้ำตาล ไปจนถึง ออกเขียวอมเหลือง  ม่านตาสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ  

    ขนชุดฤดูผสมพันธุ์  ระหว่างเดือน มิถุนายน ถึงเดือน สิงหาคม จะมีสีต่างออกไปเล็กน้อยในบางส่วน  เช่น หาง และ ขนปีกบินจะมีส่วนที่เป็น สีออก น้ำตาล มากขึ้น และขนปีก ตลอดจนขนปลายปีกจะมีสีน้ำตาลปรากฏให้เห็นมากขึ้น

    นกที่ยังไม่เต็มวัย    แตกต่างจากนกที่เต็มวัยในส่วนที่เห็นได้ชัด คือ ไม่มีสีน้ำตาลแดงที่หัว และ หน้า  ลำตัวด้านบนส่วนใหญ่เป็นสีเขียวเข้ม ปนน้ำตาล  ลำตัวด้านล่างสีส้มปนน้ำตาลแดงจางๆ   ขนตามลำตัวมักยุ่งไม่เป็นระเบียบ และ ขนมีลักษณะพองฟูเล็กน้อย

    นกในขนชุดฤดูแรก  ( ที่ยังไม่พร้อมจะผสมพันธุ์ในปีนั้น )  ลักษณะจะคล้ายนกที่เต็มวัย  แต่ขนปีกยังมีลักษณะขนแบบนกที่ยังไม่เต็มวัย  คือ มีสีน้ำตาลเข้มมากกว่า และ ลำตัวส่วนใหญ่มีสีคล้ำไม่สดใสเหมือนนกที่เต็มวัย

    ลักษณะของชนิดย่อยที่แตกต่างกันตามภูมิภาคต่างๆ

ชนิดย่อยที่เป็นชนิดอ้างอิงหลัก  T . c . castaneocoronata  พบในแถบเทือกเขาหิมาลายา , ภาคเหนือของเมียนม่าห์ และ ภาคเหนือด้านตะวันตกของไทย , ตอนใต้ของจีน ลักษณะตามที่อธิบายข้างบน

ชนิดย่อย  T . c . ripleyi    พบทางตอนใต้ของจีน  ลำตัวด้านล่างมีสีเหลืองอ่อน  สีเขียวเข้มที่แทรกอยู่เลือนๆไม่เข้มชัด  โดยเฉพาะบริเวณอก มีเพียง สีเขียวจางๆ  กระหม่อมสีน้ำตาลแดง แต่ไม่เข้มมาก เท่าชนิดอ้างอิงหลัก  ค่อนข้างจะมีสีออกไปทาง ส้มปนส้มอมแดง  มากกว่าจะเป็นสีน้ำตาลแดง

ชนิดย่อย  T . c . ahadiei    พบทางภาคเหนือของเวียดนาม   ลำตัวด้านบนสีเขียวเข้มปนเขียวมากกว่าสองชนิดย่อยแรก  กระหม่อมสีน้ำตาลแดงแต่ จะเป็นสีด้านๆไม่สดใสเท่าชนิดย่อยอื่น  และ สีน้ำตาลแดงนี้จะไม่ลามลงมาถึงท้ายทอย , บริเวณไหล่  ส่วนที่เป็นสีเขียวเข้มและสีเขียว จะตัดกัน ค่อนข้างชัดเจน ไม่กลมกลืนกันเหมือนในชนิดย่อยอื่น

    การผลัดขน  นกจุนจู๋หัวสีตาลจะเริ่มผลัดขนในเดือน กรกฎาคม  ขนปีกจะเริ่มผลัดขนตอนปลายเดือนสิงหาคม ถึงเดือนกันยายน ปกติการผลัดขน ปีกจะเสร็จสมบูรณ์ตอนปลายเดือนกันยายน ถึงต้นเดือนตุลาคม  การผลัดขนบางส่วนของลำตัวเริ่มระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม  นกวัยอ่อนจะเริ่มผลัดขนบางส่วนของลำตัวและบางส่วนของขนคลุมปีกด้านบน  ระหว่างเดือนสิงหาคม ถึงเดือนตุลาคม

   นิสัยประจำชนิด    ชอบอาศัยในบริเวณป่าที่เปิดโล่งแต่มีไม้พื้นล่างรกทึบ   ในฤดูร้อนจะพบในระดับความสูงระหว่าง 2,100 - 4,000  เมตร จากระดับ น้ำทะเล  ในฤดูหนาวจะเคลื่อนย้าย ลงมาหา กิน ในระดับที่ต่ำกว่า ระหว่าง 900 -1,800 เมตร จากระดับน้ำทะเล  มักจะพบใกล้ลำธารขนาดเล็ก  หรือแหล่งน้ำซับในหุบเขาลึก  ปกติพบหากินโดดเดี่ยว  หรือเป็นคู่  แต่ก็เป็นนกที่มีนิสัย สอดรู้ สอดเห็น พอสมควร  และจะออกมาในที่โล่ง ในฤดูฝน มากกว่าในฤดูอื่น  ปกติเป็นนกที่มักหลบซ่อนตัว และหากินโดยกระโดดไปตามพื้นป่า ลัดเลาะไปตามไม้ พื้นล่าง  ปกติจะเกาะหากิน ตามกิ่งไม้เตี้ยๆ ใกล้พื้นดิน  สูงจากพื้นราว 1  เมตร  หรือกว่านั้นในบริเวณที่รกทึบ  และชอบหากินบริเวณที่ไม้พื้นล่างหนาแน่นและมีมอสปกคลุมพื้นดิน หรือ ตามขอนไม้ล้มหมอนนอนไพรที่ผุพัง  และมักหากินตอนบนๆของขอนไม้  เป็นนกที่มักทำท่าจะบินแต่ก็ไม่ค่อยเห็นบิน  มักพบหากินร่วมกับ นกจุนจู๋ท้องเทา ( Grey - bellied Tesia )

   แหล่งอาศัยหากิน  ในประเทศไทย   พบตามป่าดงดิบเขาในความสูงตั้งแต่ 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเลขึ้นไป    เลาะหากินตามพุ่มไม้ในระดับ ที่ไม่สูงจากพื้นดินมากนัก ราว 1 เมตรจากพื้นดิน  อาจลงมาหากินที่พื้นดินบ้าง  แต่น้อยเมื่อเทียบกับนกจุนจู๋อื่นๆ

   ฤดูผสมพันธุ์ทำรังวางไข่   อยู่ในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน  รังเป็นรูปทรงกลม  สร้างจากมอส รองพื้นรังด้วยรากฝอย และขนนก  มีทางเข้าออกทางด้านบน  ทำรังตามกิ่งของพุ่มไม้  สูงจากพื้นดินไม่เกิน 2 เมตร  วางไข่ครอกละ 2 ฟอง เปลือกไข่สีน้ำตาลเข้ม  มีลายจุด หนาแน่นทางด้านป้าน  ขนาดของไข่ 12.9  X  17.4  มม.  นกทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงลูกอ่อน  ยังไม่ทราบระยะเวลาฟักไข่และเลี้ยง ลูกอ่อน

   เขตแพร่กระจายพันธุ์    ชนิดย่อย T . c . castaneocoronata  พบแถบเทือกเขาหิมาลัย บริเวณตอนเหนือของรัฐปัญจาบ  ภาคกลาง และภาคตะวันออก ของเนปาล ,  สิกขิม , ภูฐาน , ไปจนถึงอัสสัมและ Mizoram  และพื้นที่ที่ติดต่อกันแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกของเมียนม่าห์  ,  ภาคเหนือด้าน ตะวันตก ของ ประเทศไทย , ตอนใต้ของ Sichuan , Gutzhou  และ Yunnan ของจีน , รวมทั้งพบตามเทือกเขาจิตตากอง และ พบในบังคลาเทศ ด้วย

    ชนิดย่อย  T . c . ripleyi  พบในมณฑลยูนนาน และ สีฉวน ของจีน

    ชนิดย่อย    T . c . ahadiei    พบทางภาคเหนือของเวียดนาม  และ น่าจะพบได้ทางตอนใต้ของมณฑลหยุนหนานของจีนด้วย

   สำหรับประเทศไทย    นกจุนจู๋หัวสีตาล  เป็นนกประจำถิ่น พบ 1 ชนิดย่อย  คือ T . c. castaneocoranata ( ชนิดย่อยที่เป็นชนิดอ้างอิงหลัก )  พบน้อยปริมาณไม่มากนัก  พบทางภาคเหนือ บางแห่ง  รายงานส่วนใหญ่มาจาก ดอยอ่างขาง  บริเวณหุบมหัศจรรย์  และ บริเวณหน่วยต้นน้ำแม่เผอะ   ตรงที่ชุ่มชื้นมีทางน้ำไหลผ่าน และ ดอยผ้าห่มปก บริเวณปาง 1 ในหุบเขาที่ชุ่มชื้น เป็นป่าดงดิบ เขา   

   การจำแนกในธรรมชาติ  ลักษณะโดยทั่วไป  เป็นนกขนาดเล็ก ความยาวจากปลายปากจดหาง  9 - 10 ซม. ชนิดที่หากินใกล้พื้นดิน  เป็นกลุ่มนก กระจ้อย ที่มีสีสันสดใส กว่านกจู๋เต้น ที่มีลักษณะคล้ายกัน  หางสั้นมนกลม ขายาว ปากสั้นโคนปากหนาอ้วนล่ำ  ปากล่างและโคนปาก สีออกเหลือง ขาสีเขียวเข้มอมน้ำตาล ปีกสั้นมนกลม  หัวโต  ลำตัวด้านบนส่วนใหญ่สีเขียวเข้ม ปนสีเขียว  หน้าสีน้ำตาลแดงมีจุดขนาดใหญ่สีขาวหลังตา  ลำตัวด้านล่างสีเหลือง  ใต้คอสีเหลืองสดใส  บริเวณอกและสีข้างมีแต้มสีเขียวเข้ม  นกที่ยังไม่เต็มวัย  หัว และ ลำตัวด้านบน ส่วนใหญ่สีเขียวเข้ม อมน้ำตาล มีสีส้ม ปนสีน้ำตาลแดงจางๆปะปนอยู่ด้วย   ส่วนจุดเด่นคือจุดขนาดใหญ่สีขาว  ในนกที่ยังไม่เต็มวัย จะยังไม่มีจนกว่านกจะผลัดขน เข้าสู่ระยะ นกวัยรุ่น

   เนื่องจากเป็นนกขนาดเล็กที่หากินตามกิ่งเตี้ยๆใกล้พื้นดิน  และนิสัยชอบหลบซ่อนตัว  คล้ายนกกินแมลงชนิดอื่นที่มีหัวสีน้ำตาลแดงเช่นกัน  จึงอาจสับสนกับนกกินแมลงบางชนิดได้ เมื่อลงมาหากินตามกิ่งใกล้พื้นดินเหมือนๆกัน  เช่น Chestnut - crowned Warbler ,  Yellow - breasted Warbler และ Rufous - faced Warbler ( ตัวนี้มีรายงานพบเฉพาะที่แม่ฮ่องสอนเท่านั้น แต่อาจพบที่ดอยอ่างขางได้  เนื่องจากข้อมูลการแพร่กระจายยังไม่ชัดเจน จากการที่เป็นนกตัวเล็ก ชอบหลบซ่อนตัว ทำให้มองข้ามไปได้ง่าย )

   ในประเทศไทย พบนกจุนจู๋หัวสีตาล ตามป่าดงดิบเขาในความสูงตั้งแต่ 1,600 เมตร จากระดับน้ำทะเลขึ้นไป มักพบอยู่โดดเดี่ยว บางครั้งพบอยู่รวมกับ นกจุนจู๋อื่นๆ และจะพบอยู่ในเป็นคู่ ในช่วงฤดูผสมพันธุ์  ซึ่งในประทศไทยอยู่ในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน  เป็นนกที่มักหลบ ซ่อนตัวตามพุ่มไม้ ในระดับที่ไม่สูงจากพื้นดินมากนัก และจะลงมายัง พื้นดินบ้าง  แต่น้อยเมื่อเทียบกับนกจุนจู๋ชนิดอื่น  ส่วนใหญ่จะได้ยินเสียงร้อง มากกว่าจะมองเห็นตัว แม้จะได้ยินเสียงร้องในระยะใกล้มากก็ตาม  นอกจากจะพบรัง และ กางบังไพรจึงจะซุ่มดู อยู่ได้เป็นเวลานาน  และผู้ดูจะต้อง ระงับการใช้เสียง และ เคลื่อนไหวตัวให้น้อยที่สุด  งดการเข้าไปใกล้รังโดยเด็ดขาด และการกางบังไพรต้องดูให้ดีว่า จะไม่ไปกีดขวาง ทางเข้าออกจากรัง ของนก   งดการวางสิ่งของ หรือสิ่งใดสะดุดตาจากผู้ล่า  การไม่ระมัดระวังของท่านอาจชักนำสัตว์ผู้ล่ามาทำอันตรายต่อนกได้   ความรอบคอบ และการ ระวัง อย่างยิ่งยวดของท่าน จึงจะช่วยรักษา นกชนิดนี้ ซึ่งมีประชากรน้อยมาก ให้คงรักษาเผ่าพันธุ์ไว้ได้ ในประเทศไทย   ( คติประจำใจของ Yensira  Sanctuary  คือ  " Do the best for birds can survive in Thailand )  ขอบคุณล่วงหน้า ที่ท่านเห็นด้วยและปฏิบัติตาม โดยเคร่งครัด   เพื่อความสุขร่วมกัน ของนกและตัวท่านเอง

แหล่งข้อมูล : "  Warblers of Europe , Asia and North Africa " by  Kevin  Baker

                        " นกในเมืองไทย  " โดย รศ. โอภาส  ขอบเขตต์

ภาพโดย  Photographer : ส่งภาพ พร้อมชื่อ - นามสกุลผู้ถ่ายสะกดเป็นภาษาไทย - อังกฤษ ได้ที่ yensira@hotmail.com

ขอบคุณที่มาชม  กรุณาแวะมาเยี่ยมเยือนใหม่   โอกาสหน้านะครับ