นกเขนสีดำ / Black Redstart / Phoenicurus ochruros


![]()
นกในกลุ่มนกเขน
( Redstart ) แบ่งออกเป็น 2
กลุ่มใหญ่ คือ
กลุ่มนกกินแมลงโลกใหม่ (
the New World warblers ) ในวงศ์ Parulidae
และ นกกินแมลงโลกเก่า ( the Old World
chats ) ในวงศ์ Muscicapidae
นกในวงศ์แรก มีอยู่ 11 ชนิด
ในสกุล Myfoborus ซึ่งรวมทั้ง the
American redstart (Setophaga ruticilla )
ด้วย นกในสกุล Myloborus
ส่วนใหญ่พบใน อเมริกากลาง และ
อเมริกาใต้ รวมทั้ง the painted
redstart ( M. pictus )
ที่พบในอเมริกาเหนือด้วย
นกในสกุลนี้ส่วนมาก จะมีสี
แดง และ สีดำ
เจิดจ้ามาก
และมักจะมีปีกที่มีแถบขาว
และ มีลายที่หาง . ส่วน The Old
world redstart ในสกุล Phoenicurus
มักจะมีหางสีส้มอมแดง ,
มีขนคลุมลำตัว สีดำ เทา หรือ
แดง
และส่วนใหญ่จะแพร่ กระจาย
อยู่ในแถบ ยูเรเซีย ( Eurasia )
โดยพบนกอาศัยอยู่ตาม
บริเวณที่เป็นแนวเทือกเขา
ของทวีปเอเซีย
รูปร่างลักษณะ
ชนิดย่อยที่พบกัน
แพร่หลาย
ในแอฟริกา
และ ตะวันออกกลาง
คือชนิดย่อย P.o. rufiventris
ความยาวจากปลายปากจดหาง
16 ซม. นกตัวผู้ขนนอกฤดู
ผสมพันธุ์ มีลักษณะที่แตกต่างไปจาก
นกในวงศ์นกเขน ด้วยกัน
คือ มีกระหม่อมสี
น้ำตาลแกมเทา ไปจนถึง หลัง
บริเวณหัวไหล่
มีสีค่อนข้างดำ
ใบหน้าด้านข้างสีออกดำ
ใต้คอสีดำ บริเวณอก ส่วนบน
มีลายเป็นเกล็ดๆ สีน้ำตาล
แกมเทา ปีกสีดำมีลายที่ขอบขนสีเนื้อ
ขนที่ปีกมีแต้มสีขาว
อมเหลือง
ปีกไม่มีแถบใดๆ
นกตัวผู้ในขนชุดฤดูผสมพันธุ์
กระหม่อม ลงมาถึงไหล่ สีดำ , อก และ ปีก สีเทา
เกือบจะเป็นสีดำ
นอกจากนี้ นกตัวผู้ในขนชุด
ฤดูแรก
จะคล้ายนกตัวเมียที่เต็มวัยมาก
นกตัวเมีย คล้ายนกตัวเมียของ
นกเขนท้องแดง ( Daurian Redstart )
ต่างกันที่ นกตัวเมีย ของ
นกเขนสีดำ ไม่มีแถบสีขาวที่ปีก
ขนคลุมลำตัวด้านล่าง
สีค่อนข้างตุ่นๆกว่า และ วงรอบตาไม่เด่นชัด
เหมือนนกตัวเมีย ของ
นกเขนท้องแดง

แหล่งอาศัยหากิน
พื้นที่เปิดโล่ง
พื้นที่ร้อน
แห้งแล้งกึ่งทะเลทราย
ที่ราบต่ำ
ช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์มักหากิน
อยู่ ลำพังตัวเดียว และ
มักอยู่ประจำที่เดิม
ขณะหากิน จะ
กระดกหางขึ้นลงเป็นจังหวะ
กระโดดหา อาหาร ตามพื้นดิน
คล้าย นกกางเขน
เกาะพักผ่อน
ตามกิ่งไม้เตี้ยๆ
หรือยืนบนพื้นดิน และ
ก้อนหิน อาหาร คือพวกหนอน
แมลง ไข่ ตัวอ่อน ของแมลง
การแพร่กระจายพันธุ์
ทำรังวางไข่
ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ของ อาฟริกา
, พบแพร่กระจายทางด้านตะวัน
ตก และ
ภาคกลางตอนใต้ ของ
เขตสัตว์ภูมิศาสตร์พาเลียอาร์ติค
. ตะวันออกกลาง , ภาคเหนือ
และ ภาคตะวันตก ของ ปากีสถาน
, ภาคเหนือ
ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ของ
อินเดีย , เนปาล ,
ภาคตะวันออก และ ภาคใต้ของ
ทิเบต , ภาคตะวันตก
ภาคตะวันตกเฉียง เหนือ และ
ภาคเหนือ ของ จีน ,
ประชากรบางพวก ในฤดูหนาว
อพยพหนีหนาวลงไป
อาศัยหากินทาง ภาคเหนือ ของ
อาฟริกา , อนุทวีปอินเดีย
สำหรับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
นกเขนสีดำ
เป็นนกอพยพมานอกฤดูผสมพันธุ์
ในฤดูหนาวที่พบเป็น
บางปี พบไม่บ่อย และ
หายากมาก โดยพบทาง
ภาคตะวันตก ภาคกลาง ภาคเหนือ
และ ภาคตะวันออก ของ พม่า ,
เป็นนกอพยพ ผ่าน
ทางภาคตะวันตก ของ ตังเกี๋ย

ในประเทศอังกฤษ
นกเขนสีดำเป็นนกที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
โดยปรากฎรายชื่ออยู่ใน Listed in
Appendix II of Bonn Convention on the Conservation of
Migratory Species of Wild Animals , Listed in Schedule of Wildlife and
Countryside Act 1961 และ ปรากฎใน Listed in the
Red Data Book of Birds , listed as a Species of Conservation Concern on
the UK Biodiversity Action Plan ( 1995 )
นกเขนสีดำ ในอังกฤษ เป็นนกที่ แพร่กระจาย มาทาง ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ของ ทวีปยุโรป ในราวปี ค.ศ. 1800 ซึ่งนกชนิดนี้ในยุโรป จะอาศัยอยู่ทั้งใน ภูมิประเทศ ที่เป็นภูเขา หน้าผาหิน โขดหิน และ พบบ่อยๆในบริเวณ สวน ตามบ้านของประชาชนด้วย นกบางคู่พบทำรังอยู่ตามซอกหน้าผาหิน ตามชายฝั่งทะเล ของ เมือง Kent และ เมือง Suffolk แต่เมื่อ นกเขนสีดำ แพร่กระจายมาถึงเกาะอังกฤษ มันกลับชอบไปอาศัยอยู่ใน สภาพแวดล้อม ที่เป็นสิ่งก่อสร้าง ในเขตที่เป็น โรงงานอุตสาหกรรมหนัก ของ กรุงลอนดอน และ เบอร์มิงแฮม ซึ่งโรงงาน เหล่านี้กระจายอยู่ตามสองฝั่งแม่น้ำ และ แควสาขา ของ แม่น้ำเทมส์ โดยนกเขนสีดำ มีฉายาเรียกกันเล่น แพร่หลายว่า นกประจำโรงไฟฟ้า หรือ นกในเขต ที่มักเป็น เป้าหมาย ถูกทิ้งระเบิด ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง คือเรียกกันว่า " Power station " และ " bomb site " bird
ในบริเวณเขต อุตสาหกรรมหนัก
ของอังกฤษ หรือ
ที่เรียกกันว่า Greater London
เป็นแหล่งทำรังที่สำคัญ
ของนกเขนสีดำในอังกฤษ
แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก
ประมาณการว่ามีราว 27 - 74
คู่เท่านั้น
จัดเป็นนกชนิดที่ทำรังวางไข่
ใน อังกฤษ ที่หายากมาก
โดยหายาก มากกว่า เหยี่ยวออสเปร
และ นกอินทรีหัวสีทอง ( Golden eagle
) เสียอีก นกเขนสีดำ ทำรัง
อยู่ตาม สองฝากฝั่งลำน้ำเทมส์ช่วงที่ไหลออกสู่ทะเล
พบรังครั้งแรกในอังกฤษที่เมือง
วิมบลีย์ ( Wimbley ) ในปี ค.ศ.
1926
จำนวนเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ปี
ค.ศ. 1937 และ
พบจำนวนมากสุด ในตอนต้นปี ค.ศ.
1940 โดยพบนกชอบทำรังในเขต
อู่ต่อเรือเก่า และ
เขตที่เคยถูกถล่มด้วยระเบิด
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
ต่อมาสถานที่ข้างต้นถูกพัฒนาใหม่
นกก็เคลื่อนย้าย ประชากร
ไปอยู่ ทางเขตภาคตะวันออก
ที่ยังไม่ได้พัฒนา
แต่ก็ยังอยู่สองฝั่งแม่น้ำเทมส์
เช่นในเขต Lee Vally , industrial centers at Park
Royal , White city และ Croydon ตั้งแต่ปีค.ศ.
1940 เป็นต้นมา
การแพร่กระจายส่วนใหญ่
จะพบมากเฉพาะใน แถบตะวันออก
ของ Wandsworth
เป็นที่น่าสังเกตว่า
นกเขนสีดำ
มีการพัฒนาตัวเอง
โดยเข้าไปอาศัยอยู่ในเขตอุตสาหกรรมเบา
, โรงไฟฟ้า ,
แอ่งพักน้ำขนาดเล็ก หรือ
บริเวณที่เป็นพนังกั้นน้ำท่วม
และ
บริเวณโดยรอบอาคารสิ่งก่อสร้างเหล่านี้
จะต้องมีไม้พุ่ม ขึ้นกระจัด
กระจาย ตามโขดหิน
ซึ่งพอจะใช้เป็นแนวทาง
ในการสร้างพื้นที่
อนุรักษ์นกชนิดนี้ได้ว่า
ต้องเป็นบริเวณที่ใกล้แหล่งน้ำไหล
มี ภูเขา โขดหิน และ
ที่โล่งที่มีไม้พุ่มขึ้นกระจัดกระจาย
เวลาทำรัง หรือ
พักหลับนอนตอนกลางคืน
นกเขนสีดำจะเข้าไปทำรัง และ
พักนอนตามซอกโพรงใต้หลังคา
หรือ ซอกเพดานด้านนอก
ของอาคารสิ่งก่อสร้าง
ที่อยู่ในที่โล่ง
หรือในกลุ่มอาคาร โรงงาน
ที่หนาแน่นก็ได้ นกจะพัก
และ
ทำรังในส่วนที่บังลมบังฝนได้เท่านั้น
แต่จะไม่เข้าไปทำรัง และ
พัก ภายในห้อง หรือ ในอาคาร
แต่อย่างใด
ซึ่งต่างไปจากนกนางแอ่นบางชนิด

สำหรับประเทศไทย เป็นนกอพยพมาในฤดูหนาว นอกฤดูผสมพันธุ์ ที่หายากมาก พบนกซึ่งอาจเป็นตัวเมีย หรือนกตัวผู้ในวัยอ่อน 1 ตัว ที่โครงการชลประทานแม่แตง อ. แม่แตง จ. เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธุ์ 2544 โดย คณะดูนก วิงส์ทัวร์ ( Wings Tour ) หลังจากนั้นยังมีผู้พบ และ ถ่ายภาพไว้ได้ นกตัวนี้ยังพบได้จนถึงวันที่ 7 มีนาคม 2544 นอกจากนี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2543 จิตพงศ์ เกื้อวงศ์ ยังพบนกเขนสีดำ ตัวเมีย หรือ อาจเป็นผู้วัยอ่อนอีก 1 ตัว ที่โครงการ หลวงฯ ดอยอ่างขาง โดยสามารถถ่ายภาพไว้ได้ เมื่อนกเข้ามาเกาะพักบริเวณศาลาที่พัก หน้าโครงการหลวงฯ ดอยอ่างขาง
ต่อมา วันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 เวลา 16.00 น. อาจารย์ ประภากร ธาราฉาย ได้พบนกเขนสีดำตัวผู้ ตัวเกือบเต็มวัย ที่มีหัว และ อก สีดำ ท้องสีน้ำตาลแดง อีก 1 ตัว ที่บริเวณป่าละเมาะ หลังอาคารหลังใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ อ. เมือง จ. เชียงใหม่ มีนักถ่ายรูป ถ่ายภาพไว้ได้จำนวนมาก และ มีผู้เล่าภายหลังว่า พบนกชนิดนี้ที่อุทยานฯ เขาใหญ่ ตอนต้นเดือน พฤศจิกายน 2545 เช่นกัน
มีความเห็นจากผู้มีความรู้เรื่องนก 2 ท่าน ( ใช้นามว่า Trogon และ หมอหม่อง ) ปรากฎใน กระดานข่าวนก ของ pantip .com ในการจำแนกนกตัวนี้ ไว้น่าสนใจ ขอนำมาบันทึกไว้ตรงนี้ คือ
จากการไปดู ตัวจริง ของนกตัวนี้มาแล้ว มีข้อแก้ไขเรื่องสี ที่คลาดเคลื่อนจากภาพถ่าย กับ สีจริงของนกตัวนี้ดังนี้ คือ สีที่คอ และ แพร่ลงมาถึงอกส่วนบน เป็น สีน้ำเงินเข้ม (ซึ่งตรงกับ สีของ Black redstart ) ทั้ง Black redstart และ Blue - fronted redstart ต่างก็มี ขนหางเส้นนอก สีส้มอมเหลือง และ ขนหางเส้นกลาง สีดำ คล้ายๆกัน แต่ Blue - fronted redstart เท่านั้น ที่มีปลายหางสีดำ คือขนหางทั้งเส้นกลาง และ เส้นนอกทุกเส้น สีดำ สำหรับนกตัวนี้ " กระหม่อม และ ไหล่ สีเทาอมฟ้าเข้ม เกือบดำ ไม่มีสีดำที่ปลายหาง ไม่มีแถบสีขาวที่ปีก (ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าเป็น Hodfson's หรือ Daurian redstart ) วงรอบตา เห็นชัดเจน มาก คิ้วมีสีฟ้าอ่อน สรุปว่า นกตัวนี้คือ Black redstart ตัวผู้ในขนชุด first winter
เนื่องจาก Black redstart มีหลายชนิดย่อย แต่ เมื่อ พิจารณาเฉพาะชนิดย่อยที่มี ท้องสีส้มอมเหลือง แล้วก็จะ เหลือ ชนิดย่อยให้พิจารณาคือ
P.o. semirufusis ชนิดย่อยนี้ หลัง และ ไหล่ สีเทา ชนิดนี้ไม่พบ ในตะวันออกกลาง จึงไม่น่าจะใช่ ตัวที่จะ มาถึงบ้านเราได้
P.o. phoenicuroides ชนิดย่อยนี้ ขนคลุมปีก สี น้ำตาลอมเทา บางตัว มีหน้าผากสีขาว ซึ่งต่างจาก ชนิดย่อยอีก 2 ชนิด ที่กล่าวมา ชนิดย่อยนี้พบใน เอเซียกลาง จีน และ อนุทวีปอินเดีย
P.o. rufiventris หลัง และ ไหล่ เมื่อเทียบกับทั้ง สาม ชนิดแล้ว ชนิดย่อยนี้ จะมีสี น้ำเงินเข้มจนเกือบเป็น สีดำ มากที่สุด ชนิดย่อยนี้ พบทั้งในตะวันออกกลาง เอเซียกลาง อนุทวีปอินเดีย จีน และ ตอนเหนือ ของ เขตสัตว์ศาสตร์ โอเรียนทัล
( และ ยังมีชนิดย่อย P.o. erophilus เป็นสายพันธุ์ ที่พบทางซีกโลกตะวันออก พบ ทางภาคตะวันตก ของ จีน แต่ยังไม่ทราบเขตแพร่กระจายที่แท้จริง ชนิดย่อยนี้ มีขนาดลำตัว อยู่ระหว่าง phoenicuroides และ rufiventris )
จากภาพถ่ายหลายภาพ และ จากการเห็นนกในพื้นที่จริง ผู้รู้ทั้งสองท่าน เห็นพ้องถึงความน่าจะเป็น ของ นกตัวนี้ ว่า มีความน่าจะเป็น คือ Black redstart ตัวผู้ ชนิดย่อย P.o. phoenicuroides ในขนชุด first winter
ต้องรอให้นักปักษีวิทยาตัวจริง ไปดูและออกความเห็นมาสนับสนุนกันอีกที สำหรับนักดูนกทั่วไป ซึ่งไม่สนใจ จะรู้ลงลึกไปถึงว่า เป็นชนิดย่อยอะไร ก็ขอให้รับทราบเพียงว่า นี้คือรายงานที่ สอง ของ นกเขนสีดำ ที่พบใน ประเทศไทย จากที่เคยพบครั้งแรกเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2544 ขอบคุณ อาจารย์ ประภากร ธาราฉาย แห่ง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ. เชียงใหม่ ที่แจ้งข่าวให้นักดูนกทั่วไปได้ทราบ และ หาโอกาสไปดูเป็นขวัญตา (วันที่จัดทำคำอธิบาย 20 พฤศจิกายน 2545 )
แหล่งข้อมูล : " A field guide to the birds of Thailand and South - east Asia " By Craig Robson
London Wildlife Trust , www.xrefer.com และ www.wildlondon.org.uk
ภาพโดย Photographer : 1 , 8 สมัคร ขอดแก้ว ( Samuk Khodkaew ) , 2,3,4,7 Craig Churchill
5,6,9 หนุ่ย โฟโต้เกียร์ ( Nuit Fotogear )
ขอบคุณที่มาชม กรุณาแวะมาเยี่ยมเยือนใหม่ โอกาสหน้านะครับ
![]()